‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

'กรณ์' อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ 'ดูดวง' เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

‘กรณ์’ อัดรัฐบาลแจก AI หวั่นข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ชี้สถิติคนไทยเน้นใช้ ‘ดูดวง’ เสี่ยงโดนมิจฉาชีพล้วงความลับ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 – นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความกังวลและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในการเตรียมแจกสิทธิการใช้งานระบบ AI ภายใต้แอปพลิเคชัน TH-AI Passport ให้กับประชาชนจำนวน 5 ล้านคน ด้วยงบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงร้ายแรงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการขาดอธิปไตยทางเทคโนโลยี (AI Sovereignty)

พร้อมเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่น่าตกใจว่า คนไทยใช้ AI เพื่อ “การดูดวง” สูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมด ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกถูกดูดไปใช้ในการหลอกลวงแบบเฉพาะเจาะจง (Hyper-Personalized AI Phishing) พร้อมตั้งคำถามตัวโตถึงรัฐบาลว่า หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเนื้อหาฉบับเต็มระบุว่า

“ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น Norway เขาเริ่มกังวลเรื่องการใช้ AI โดยผู้ใช้ขาดความเข้าใจ และมีมาตรการจำกัดการเข้าถึงและใช้งานในบางกรณี..

..แต่ภาครัฐของไทยเรากลับกำลังจะหว่านแจกสิทธิการใช้โดยไม่ระมัดระวังว่าอาจจะนำไปสู่ภัยอันตรายอะไร

การถกเถียงเรื่องนี้ในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะเน้นประเด็นดราม่า จนล่าสุดถึงกับมี DSI ออกมาแถลง “ข้อมูลที่ไม่เป็นการกล่าวหา“ สส. พรรคฝ่ายค้านที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเปิดโปงนโยบายนี้

ข้อเท็จจริงเรื่องของ สส. ท่านนั้นเป็นอย่างไรเราคงต้องรอดู แต่หากจะบอกว่าการตั้งโต๊ะแถลงโดย DSI ไม่มีการเมืองเกี่ยงข้องคงมีน้อยคนที่เชื่อ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้นต่อไป

เพราะความเสี่ยงเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความคุ้มค่าหรือเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงว่าโครงการนี้อาจจะเป็นประตูเชื่อมระหว่างประชาชน 5 ล้านคนกับกลุ่มมิจฉาชีพที่รอล้วงข้อมูลออกไปใช้ในการหลอกลวงเรา

นี่คือประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ สิทธิการเป็นเจ้าของข้อมูลและอธิปไตยทางเทคโนโลยี หรือ AI Sovereignty

กระทรวงดีอีย้ำบ่อยครั้งว่าการให้สิทธิ์คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงระบบคือเป้าหมายหลักและเป็น KPI สำคัญ แต่หลักคิดในการผลักดันเทคโนโลยีระดับชาติ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแจกสิทธิ์เพื่อให้คนกดรับพร่ำเพรื่อ แต่อยู่ที่ทำให้คนไทยใช้เป็นและมีภูมิคุ้มกันในการใช้งาน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นผลักให้คนไทยรับความเสี่ยงมากกว่าการได้รับการสนับสนุนทางปัญญาและนวัตกรรม

เรามาดูตามจริงกันครับ ว่าที่ผ่านมาคนไทยใช้ AI ทำอะไร

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจและเป็นตลกร้ายคือ คนไทยใช้ AI ในการดูดวงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานทั้งหมดในประเทศ!

เมื่อประชาชนที่ยังขาดความเข้าใจบวกกับความชอบเรื่องการดูดวง มองหน้าต่างแชท AI เป็นเหมือนร่างทรงดิจิทัลหรือเพื่อนปรับทุกข์ สิ่งที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ฐานข้อมูลจึงไม่ใช่คำสั่งที่เน้นเรื่องนวัตกรรมหรือการเพิ่ม Productivity ของภาคธุรกิจ แต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกที่ละเอียดอ่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ความกังวล ปัญหาครอบครัว หรือแม้กระทั่งหนี้สินส่วนบุคคล ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ไม่ควรหลุดเข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตตั้งแต่แรก

ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้เปราะบางมาก หากระบบความปลอดภัยหละหลวมและรั่วไหลไปสู่มิจฉาชีพ ซึ่งปัญหาข้อมูลรั่วไหลของภาครัฐไทยก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วโดยไม่มีการดำเนินการแก้ไขที่เป็นกิจลักษณะ

ผมเกรงว่าหากแอปพลิเคชัน TH-AI Passport ที่สร้างด้วยความเร่งรีบ บีบกระบวนการให้ประมูลผ่านและทำระบบในเวลาเพียง 30 วัน สามารถเกิดปัญหารั่วไหลได้ และสิ่งที่มิจฉาชีพจะได้ไปรอบนี้ไม่ใช่แค่ชื่อหรือเบอร์โทรอีกต่อไป แต่คือประวัติการสนทนาและความลับในชีวิต แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะสามารถอัปเกรดเครื่องมือไปสู่การทำ Hyper-Personalized AI Phishing โทรมาหลอกลวงโดยจี้ถูกจุดอ่อนทางจิตวิทยา ความเครียดเรื่องหนี้สิน หรือปัญหาครอบครัวที่คุณเคยพิมพ์คุยกับ AI ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

แม้กระทรวงดีอีจะพยายามชี้แจงว่าข้อมูลปลอดภัยเพราะตั้งอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ไทย แต่ถ้าดูหลักโครงสร้างแล้ว ข้อมูลคำสั่งหรือ Prompt ทั้งหมดต้องถูกยิงผ่าน API ออกไปประมวลผลที่ในต่างประเทศอยู่ดี และข้อชี้แจงของภาครัฐใน TOR ก็ยังมีความย้อนแย้งไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการคลังข้อมูลพฤติกรรมศาสตร์ขนาดใหญ่ หรือ Behavioral Big Data นี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิทธิ์มักจะตกไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนตัวกลางในประเทศที่เป็นผู้รับงาน

สภาพการณ์แบบนี้เท่ากับเราใช้เงินภาษี 1,600 ล้านบาท ไปสร้างกลไกเก็บรวบรวมวิธีคิด ความลับ และพฤติกรรมความอ่อนแอของคนไทย 5 ล้านคน ไปกองไว้ในมือของเอกชนและบิ๊กเทคข้ามชาติ โดยที่ประเทศไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ถาวรหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองเลยหลังจบสัญญาเช่าใช้ 1 ปี

และที่หน้ากลัวที่สุด ระบบที่เปิดให้คนใช้งานในสเกลระดับล้านคนเช่นนี้ ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางไซเบอร์ที่เรียกว่า Prompt Injection ซึ่งเป็นการถูกโจมตีด้วยการฝังคำสั่งลวงจากผู้ไม่หวังดี ลองนึกดูครับหากประชาชนไปกดรับลิงก์หรือคัดลอกข้อความที่มีการซ่อนสคริปต์ลวงมาวางในช่องแชท ตัวโมเดลจะถูกบิดเบือนให้ปฏิเสธคำสั่งระบบเดิม แล้วหันมาส่งข้อมูลปลอม ข้อความหลอกลวง หรือแม้กระทั่งลิงก์ดูดเงินให้แก่ผู้ใช้ทันที เมื่อประชาชนใช้งานโดยไม่มี AI Literacy และเลือกที่จะเชื่อใจคำแนะนำทั้งหมดเพราะคิดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รัฐจัดหาและรับรองให้ ความเสี่ยงทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนทันที

คำถามสำคัญที่รัฐต้องตอบคือ หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนบนแพลตฟอร์มนี้ ในทางกฎหมายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?”

Leave a comment