
ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 รัฐบาลรับลูกปฏิญญา UN เร่งขยายการรักษาเอชไอวีอย่างเท่าเทียม
วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.
รัฐบาลเดินหน้ายุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ครม. เห็นชอบร่างปฏิญญาการเมืองสหประชาชาติ ยกระดับความร่วมมือโลก–ขยายการเข้าถึงการป้องกันและรักษาอย่างเท่าเทียม
วันนี้ 23 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 (Political Declaration on HIV and AIDS 2026) เพื่อใช้เป็นท่าทีของประเทศไทยในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 มิถุนายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่องค์การสหประชาชาติจัดขึ้นทุก 5 ปี เพื่อทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านเอชไอวีและเอดส์ของประเทศสมาชิกทั่วโลก และร่วมรับรองกรอบความร่วมมือฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2569–2574 ภายใต้หัวข้อ “United to End AIDS by 2030” หรือ “ร่วมกันยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573”
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี จากการดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยาต้านไวรัส การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อรายใหม่และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ไทยได้ร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมืองฉบับปี 2564 และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560–2573 อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 รายต่อปี ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้เหลือไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงร้อยละ 90
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฉบับปี 2569 เน้นการเร่งรัดมาตรการสำคัญเพื่อฟื้นความก้าวหน้าที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับการขยายมาตรการป้องกันเอชไอวีแบบผสมผสาน การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจและรักษาอย่างทั่วถึงเพื่อบรรลุเป้าหมาย 95-95-95 การยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเข้าถึงยา เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของชุมชน ภาคประชาสังคม และเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านเอชไอวีและเอดส์
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างปฏิญญาดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยและแนวทางการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 อีกทั้งเป็นเพียงเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับรัฐบาล ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ
“การเข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีสาธารณสุขโลก และจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.