
24 มิ.ย. 2569 08:32 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก
อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน นำโดย BYD ขยายตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทรถจากญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐฯ ต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่ม
ตลอดช่วงทศวรรษ 2000 และ 2010 ตลาดรถยนต์โลกถูกครอบครองโดยผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น Toyota, Volkswagen, Honda และ Ford ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่กลุ่มผู้นำการผลิตรถยนต์ระดับโลกได้ ส่วน Tesla ในเวลานั้นยังเป็นเพียงผู้เล่นรายเล็กในตลาด
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดจีนได้เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วงทศวรรษ 2020 โดยแม้ Toyota และ Volkswagen Group ยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยเฉพาะ BYD กำลังแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
โดยแรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายราย
อย่าง Honda Motor รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานราว 400,000 ล้านเยน หรือประมาณ 2,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณล่าสุด ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี
ขณะที่ Nissan ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ว่าจะปิดโรงงานบางแห่งและลดพนักงานทั่วโลกประมาณ 20,000 ตำแหน่ง หลังยอดขายในสหรัฐฯ และจีนหดตัวลง ก่อนจะประกาศลดพนักงานในยุโรปอีก 900 ตำแหน่งในเวลาต่อมา
ในสิงคโปร์ การเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นได้ชัดเจน โดย BYD สามารถแซง Toyota ขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของประเทศในปี 2025
การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดรถยนต์สิงคโปร์ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา พบว่าแบรนด์รถยนต์กระแสหลักอย่าง Toyota, Honda, Nissan และ Mazda มีส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่องระหว่างปี 2016-2025 ในทางกลับกัน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด
BYD เพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 2.5% ในปี 2022 เป็น 21.2% ในปี 2025 ขณะที่ Tesla เพิ่มจาก 2% ในปี 2021 เป็น 6.6% ในปี 2025
ศาสตราจารย์มาร์ติน คริซวิดซินสกี ผู้อำนวยการสถาบันไวเซนบอมในกรุงเบอร์ลินระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าได้เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด
เขามองว่าผู้ผลิตดั้งเดิมประเมินความเร็วของการเปลี่ยนแปลงต่ำเกินไป โดยเฉพาะการพัฒนารถยนต์ของบริษัทจีนที่รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความสำเร็จของผู้ผลิต EV จีน คือการลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ระยะแรก
Tesla เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมแบตเตอรี่และแนวคิด Software-Defined Vehicle หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งเปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคต่อรถยนต์ยุคใหม่
จากนั้นบริษัทจีนได้เดินตามแนวทางดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลจีน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสนับสนุนผู้ผลิตแบตเตอรี่และซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน
ในขณะที่จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ยุโรปและสหรัฐฯ กลับลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน EV ในระดับที่ต่ำกว่า ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นช้ากว่า
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมจำนวนมากยังคงมุ่งพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ใช้น้ำมันต่อไป และประเมินศักยภาพของตลาดจีนต่ำเกินไป
ด้านศาสตราจารย์สเตฟาน บรัทเซล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการยานยนต์แห่งเยอรมนีกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมหลายรายเลือกปรับปรุงโมเดลธุรกิจเดิมแบบค่อยเป็นค่อยไป และประเมินความสำคัญของเทคโนโลยีไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่ำเกินไป ทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงช้าเกินไป ระมัดระวังเกินไป หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่โดดเด่นทั้งด้านราคาและเทคโนโลยี
ความสำเร็จของรถ EV จีนจะยั่งยืนหรือไม่?
แม้รถยนต์ไฟฟ้าจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังมีความท้าทายรออยู่
ดร.เทอเรนซ์ ฟาน จากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ระบุว่า แบรนด์จีนที่สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ในปัจจุบัน ล้วนเป็นผู้รอดชีวิต จากการแข่งขันอันดุเดือดในประเทศจีน
เขากล่าวว่า หากสามารถประสบความสำเร็จในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในประเทศอื่นได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คริซวิดซินสกีเตือนว่า ผู้ผลิต EV จีนหลายรายกำลังแข่งขันด้วยการขายรถยนต์ที่มีกำไรน้อยมากเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งอาจไม่ใช่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือราคาขายต่อของรถ EV จีน ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับแบรนด์ดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือสะสมมานาน
Toyota และ Honda ยังเชื่อในอนาคตของรถไฮบริด
แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายยังคงเลือกกลยุทธ์ที่หลากหลาย ไม่ได้มุ่งสู่ EV เพียงอย่างเดียว โดยBorneo Motors ตัวแทนจำหน่าย Toyota ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทจะยังคงใช้แนวทางMulti-Pathway หรือการนำเสนอรถยนต์หลายประเภทควบคู่กัน
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 Toyota มียอดจดทะเบียนรถไฮบริดใหม่ 2,708 คัน รถไฟฟ้า 45 คัน และรถใช้น้ำมัน 95 คัน
ด้าน Honda มียอดจดทะเบียนรถใช้น้ำมัน 325 คัน และรถไฮบริด 737 คันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยยังไม่มียอดขายรถ EV
ผู้บริหาร Honda ระบุว่ายังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่พึงพอใจกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่หลายประเทศจะทยอยยุติการขายรถใช้น้ำมันในอนาคต
ทั้งนี้ แม้แบรนด์ตลาดแมสจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาด แต่ผู้ผลิตรถยนต์หรูยังคงรักษาฐานลูกค้าได้ค่อนข้างดี
โดยBMW มีส่วนแบ่งตลาดในสิงคโปร์เพิ่มจาก 6.2% ในปี 2015 เป็น 9.7% ในปี 2025 ขณะที่ Mercedes-Benz ทรงตัวอยู่ที่ราว 9%
ผู้บริหาร BMW และ Mercedes-Benz เชื่อว่าจุดแข็งสำคัญของแบรนด์หรูยังคงอยู่ที่ประสบการณ์การครอบครองรถยนต์ ภาพลักษณ์ และคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เตือนว่า เมื่อหลายประเทศเริ่มกำหนดนโยบายมุ่งสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แบรนด์หรูเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาด EV ได้
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ดังนั้นคำถามสำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะขายรถได้มากที่สุด แต่คือผู้ผลิตรายใดจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตรถยนต์ ไปสู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโซลูชันการเดินทางได้สำเร็จ เพราะในยุครถยนต์ไฟฟ้า ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่การผสานเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ต้นทุนการผลิต และความสัมพันธ์กับลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ.
ที่มา :channelnewsasia