
25 มิ.ย. 2569 13:17 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม
ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำของบเพิ่มเติม 87,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภา โดยกว่า 2 ใน 3 เป็นงบด้านกลาโหมและค่าใช้จ่ายเร่งด่วนจากสงครามอิหร่าน เพียงวันเดียวหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเพื่อจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นภายในพรรครีพับลิกัน และแรงกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
ทำเนียบขาวได้ส่งหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการไปยังนายไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) โดยเงินก้อนใหญ่ถึง 67,150 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.24 ล้านล้านบาท) จะถูกจัดสรรให้แก่กระทรวงกลาโหมเพื่อใช้ในปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใต้รหัส “ปฏิบัติการ Epic Fury” หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
งบประมาณก้อนดังกล่าวจะแบ่งเป็นค่าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน 21,000 ล้านดอลลาร์, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทั่วไปและการฟื้นฟูคลังอาวุธ 17,300 ล้านดอลลาร์, และงบประมาณสำหรับโครงการลับอีก 12,100 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานเอกอัครราชทูตและฐานทัพทางการทูตของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงต้นของสงคราม
คำขอนี้เผชิญกับอุปสรรคในสภาคองเกรส เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภานิติบัญญัติร่วมกันผ่านร่างมติ “จำกัดอำนาจในการทำสงคราม” ของประธานาธิบดี โดยระบุให้ทรัมป์ยุติการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกันบางส่วนแปรพักตร์ไปลงมติร่วมกับพรรคเดโมแครต
มีรายงานว่า ในระหว่างการร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารรัฐสภา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากโต้เถียงและตะโกนใส่หน้า นายบิล คาสซิดี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตสวนมติพรรค โดย สว.คาสซิดี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมลุกขึ้นยืนแล้วพูดใส่หน้าเขาว่า ‘คุณยังไม่ได้บอกประชาชนอเมริกันเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น’ ทีแรกบอกว่าสงครามนี้จะใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์ แต่นี่มันลากยาวมา 4 เดือนแล้ว และเป้าหมายแรกเริ่มของเราก็ยังไม่สำเร็จสักอย่าง”
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตราหน้า สว. รีพับลิกันทั้ง 4 คนที่โหวตสวนทางว่าเป็นพวก “ขี้แพ้” และยังได้กล่าวกับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ว่า สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น “โง่เขลาและอยากจะแพ้สงคราม”
ปัจจุบัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ทำเนียบขาวย้ำว่าเพนตากอนจำเป็นต้อง “สะสมอาวุธทดแทน” ส่วนที่ใช้ไป อย่างไรก็ตาม งบประมาณนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่พรรคเดโมแครตและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราควรจะลดค่าครองชีพให้ประชาชนอเมริกัน ไม่ใช่มาเซ็นเช็คเปล่าใบหนาๆ ให้ทรัมป์เอาไปใช้ทำสงคราม” เช่นเดียวกับ สว. แพตตี้ เมอร์รีย์ แกนนำคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีการเป็นตรายางอนุมัติเงินอีกหลายหมื่นล้านให้กับ “สงครามหายนะที่ทรัมป์เลือกเอง” ครั้งนี้แน่นอน
คาดว่ารีพับลิกันจะต้องเจอกับอุปสรรคในการผลักดันงบประมาณนี้ให้ผ่านสภา เนื่องจากครองเสียงข้างมากเพียงปริ่มน้ำ และจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตบางส่วน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังเป็นตัวบีบคั้นให้สมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษ์นิยมต้องคิดหนัก เพราะสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลย โดยก่อนหน้านี้ นายจูลส์ เฮิรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเพนตากอนเผยว่า สงครามนี้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก
เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านร่างงบประมาณ ทำเนียบขาวได้พ่วงงบประมาณช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาด้วย ได้แก่ เงิน 11,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน, 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตอนกลาง ไม่ให้ลามเข้าสู่สหรัฐฯ, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือกองทุนบำนาญของอดีตพนักงานบริษัท เดลฟาย (Delphi) เครือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่ถูกตัดลดงบไปตอนวิกฤตล้มละลายเมื่อปี 2009, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟเพนน์สเตชันในนครนิวยอร์ก และอีก 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการก่อสร้างรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.