ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท้าชนอธิบดี ปลัดภูเก็ตฮึดสู้ปมส่วย ขอคืนความเป็นธรรม

ผู้ว่าฯ เซมเบ้-รองฯ ซีฟู้ด แจง กมธ.การปกครอง สภาฯ ปมมาเฟีย-ส่วยภูเก็ต โยกย้าย ขรก.ระดับสูงใน จ.ภูเก็ต ขณะที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เผยกรมการปกครอง ต้องแจ้งผลสอบส่วย ท้าให้ไล่ออกหากกระทำผิด ขอคืนความเป็นธรรม ด้านพาณิชย์ ลงพื้นที่ห้วยขวาง ตรวจ 5 ธุรกิจเสี่ยง-พัวพันเว็บพนัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาฯ โดยมีนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ได้เชิญนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย , นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

นอกจากนี้ได้เชิญนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายธีระพงศ์ ช่วยชู รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช , นายอดุลย์ ชูทอง รอง ผวจ.สงขลา , นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต , นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ตัวแทนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุม เพื่อพิจารณาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ใน จ.ภูเก็ต

นายธนยศ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีมาเฟียในพื้นที่ การเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ แม้กระทั่งประเด็นต่างๆ ที่มีทั้งข้อเท็จจริง และประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นายวรศิษฐ์ แถลงเรื่องนอมินีที่ต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัท และถือครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ใน จ.ภูเก็ต กมธ.การปกครอง จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อเท็จจริง พร้อมขอให้กรมการปกครอง เล่าถึงขั้นตอน หลังจากนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ แล้วมีข้อสั่งการต่างๆ ว่าดำเนินการอย่างไรแล้วบ้าง

ทั้งนี้ ว่าที่ ร.ต.สมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1, นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 , น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต เขต 3 และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ซึ่งทาง น.ส.ภคมน กล่าวว่า จริงๆ ได้เสนอตัวไปขอสังเกตการณ์ในการประชุม เพราะ กมธ.พัฒนาการเมือง พยายามเชิญแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เราน่าจะได้ข้อมูลที่พยายามหา เรื่องการย้าย ผวจ.ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรก หวังว่าจะมีความคืบหน้า และหากมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ ก็อาจนำเสนออีกครั้งหนึ่ง ว่าทำงานต่ออย่างไรในฐานะฝ่ายค้าน ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้

ด้านนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังชี้แจงต่อ กมธ.การปกครอง ว่าเรื่องส่วย ได้ชี้แจงต่อกรมการปกครอง ไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทราบว่าตนกระทำความผิดจริงหรือไม่ เพราะหากจัดฉากย้ายตน เพราะรับส่วยหนึ่งกิโลฯ กรมการปกครอง จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่ารับส่วยจริงหรือไม่ และหาคนที่รับส่วยในพื้นที่ให้ได้ แล้วแจ้งความดำเนินคดีตน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ไล่ออกจากราชการได้เลย ก็ยังรอคำตอบจากนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง

“ถ้าผมกระทำความผิดจริง แล้วไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ก็ขอให้ท่านลงชื่อแจ้งความผม เป็นผู้รับส่วยจำนวนหนึ่งกิโลฯ ตามที่ปรากฏในข้อร้องเรียน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ปจ.หนึ่งกิโลฯ คืออะไร วันนี้ท่านต้องให้คำตอบกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ให้คนจัดฉากแล้วย้ายผมออกนอกพื้นที่ สร้างความเสียหายให้ระบบราชการ” นายรุ่งเรือง กล่าวและว่า อยากขอความเป็นธรรมจากท่านอธิบดีฯ ถ้าตนผิดก็ลงโทษได้เลย ยินดีจะลาออกเลย แต่ถ้าตนไม่ผิด ท่านต้องคืนความเป็นธรรมให้ด้วย

เมื่อถามว่าประชาชนในพื้นที่ซอยบางลา อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต บางส่วน นำหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินจ่ายส่วย ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องสลิปโอนเงิน และไม่ทราบว่าโอนให้ใคร ทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ หากมีจริงคนที่โอนมาก็ต้องเปิดเผย เพราะสร้างความเสียหายให้ระบบราชการ ต้องบอกว่าโอนให้ใครและโอนค่าอะไร ตนก็อยากได้ความชัดเจน

ต่อข้อถามว่า มองอย่างไรว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เป็นการวัดพลังทางการเมือง นายรุ่งเรือง กล่าวว่า มองว่าไม่ใช่การวัดพลังทางการเมือง แต่เราทำงานภายใต้การสั่งการของ ผวจ.และทำงานด้านกฎหมาย ตนถูกย้ายเพราะไม่ยอม จะมาจัดฉากย้ายตนไม่ได้

นอกจากนี้นายรุ่งเรือง ได้เปิดแชทไลน์ ที่เป็นการเชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้มารวมตัวกัน ให้สื่อมวลชนดู ซึ่งข้อความในแชทไลน์ดังกล่าว ไม่ได้นัดมาเพื่อประท้วงไล่ตน แต่หลอกชาวบ้านให้มาพูดเรื่องใบอนุญาตที่ผิดกฎหมาย หลังจากชาวบ้านมายื่นเสร็จ ก็มีการจัดฉากเขียนป้ายว่า ปจ.ทำเพื่ออะไร เป็นการจัดฉากนำมาสู่การย้ายตน เพราะหนังสือที่เชิญไม่ได้เชิญมาประท้วง โดยคนที่ขึ้นพูดก็เป็นคนส่งไลน์เอง หลักฐานชิ้นนี้ตนได้ยื่นต่อศาลเรียบร้อยแล้ว โดยฟ้องคนที่มาประท้วงครั้งนี้ด้วย

วันเดียวกัน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ ผอ.กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินี ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เขตห้วยขวาง กทม.ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระบบรับชำระเงิน ที่อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

นายพูนพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่บนถนนประชาอุทิศ และถนนรัชดาภิเษก 5 ราย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงธุรกิจนอมินี มีการใช้ธุรกรรมทางการเงิน หรือระบบการชำระเงินที่อาจเอื้อต่อการฟอกเงิน โดยผลการตรวจสอบ มีดังนี้ 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮง เฮง เจริญค้า ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย 2 ราย พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารทางบัญชี และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดี

2.ร้านอาหารหม่าล่า ‘ชุยเยียนสือไต้’ มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ถัน ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 75% และต่างชาติ 25% และบริษัท ชุยเยียนสือไต้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49% โดยพบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ เป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองบริษัท และยังพบว่ามีการรับชำระเงินค่าอาหารโดยโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการชาวต่างชาติ และพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ลักษณะเดียวกับรายแรก นอกจากนี้พบว่ามีชื่อนิติบุคคล อีก 2 ราย ใช้สถานที่ตั้งเดียวกันด้วย

3.บริษัท สกาย วอเตอร์ สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและดูแลสุขภาพ มีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย และเป็นผู้พาตรวจสถานที่ พบว่ามีบริษัท ตงลู่ หิมาลายา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 อาคารเดียวกัน ประกอบกิจการจำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องราง มีผู้ถือหุ้นคนไทย และคนจีน ถือหุ้นร่วมกัน ซึ่งในวันตรวจสอบสถานประกอบการปิด และไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลได้ 4.บริษัท เกาเหลาจิ่ว กรุ๊ป จำกัด ประกอบกิจการร้านอาหาร ‘หมาล่า ฉงชิ่งเกาเก้า’ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% จากการตรวจสอบระบบการรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด พบว่าเงินค่าบริการถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง เบื้องต้นยังไม่พบข้อสังเกตในการกระทำผิด และ 5.บริษัท บ่อกุ้ง รัชดา 18 จำกัด ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อสังเกตหรือพฤติการณ์ผิดปกติ

“ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่ จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกและตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีที่พบว่ามีการใช้บัญชีบุคคลหรือธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปกปิด อำพราง หรือซ่อนเร้นแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด” นายพูนพงษ์ กล่าว

โอกาสนี้จึงขอเตือนคนไทยที่จะให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติ ในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นถือเป็นการกระทำผิดในฐานนอมินี มีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิด จะมีโทษปรับรายวันๆ ละ 10,000-50,000 บาท

Leave a comment