
ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี
วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ฟาดหน้าเขมร ชี้ใช้ระเบิดเก่า หาว่าไทยโจมตี
กองทัพโต้เขมรงัดระเบิดเก่าโจมตีไทย ย้ำปฏิบัติการทั้ง F-16 และกริพเพน ทิ้งบอมบ์ ได้สมบูรณ์ตามเป้าหมาย ไม่หลงเหลือ ชี้ต้องตรวจสอบ แหล่งที่มา การครอบครอง ไม่สามารถสรุปจากแค่ภาพนิ่ง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชา เผยแพร่ภาพวัตถุคล้ายระเบิด MK-84 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานการโจมตีจากฝ่ายไทย ว่าภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันที่มาของอาวุธ หรือระบุความรับผิดชอบของฝ่ายใดได้ หากปราศจากกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิค และนิติวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ จากลักษณะภายนอก วัตถุดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นระเบิดในตระกูล MK-84 ขนาด 2,000 ปอนด์ หรืออาจเป็นระเบิดรุ่นเก่า อย่าง M118 ขนาด 3,000 ปอนด์ ซึ่งเคยถูกใช้ในสงครามยุคก่อน โดยกองทัพสหรัฐฯ การระบุแหล่งที่มา ไม่สามารถกระทำได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องตรวจสอบหมายเลขการผลิต ชิ้นส่วนประกอบ ประวัติการครอบครอง และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกัน
“การนำวัตถุมาแสดงต่อสาธารณะ พร้อมระบุว่าเป็นอาวุธของฝ่ายใดโดยปราศจากหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เป็นเพียงข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่ากองทัพอากาศไทย มีระบบประเมินความเสียหายจากการรบ หรือ Battle Damage Assessment (BDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและติดตามผล จากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen ผลการตรวจสอบยืนยันว่าอาวุธที่ใช้ในภารกิจ ปฏิบัติการทำงานสมบูรณ์ตามวงรอบ มีการระเบิดตามเป้าหมาย และสามารถตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่ทางทหารได้ครบถ้วน ไม่พบข้อมูลสนับสนุนว่ามีระเบิดด้านหลงเหลือตามที่ถูกกล่าวอ้าง
อีกประเด็นที่สร้างข้อกังขา คือสภาพวัตถุที่ถูกนำมาเผยแพร่ ยังมีความสมบูรณ์ ทั้งที่โดยหลักการแล้ว ระเบิดที่ถูกปล่อยจากอากาศจะต้องเผชิญแรงกระแทกมหาศาล และหากทำงานตามปกติย่อมเกิดการระเบิด หรือเสียหายอย่างรุนแรง จึงยากที่จะพบวัตถุในสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมจากโรงงานผลิต
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธให้ข้อมูลว่าถึงแม้กรณีที่เป็นระเบิดด้าน (Dud Bomb) ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบเชิงลึก เพื่อยืนยันชนิด แหล่งกำเนิด และเส้นทางการครอบครอง ไม่สามารถสรุปผลได้จากการเผยแพร่ภาพนิ่ง หรือคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ดังนั้นประเทศไทย ยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง
สำหรับประเด็นสำคัญที่สังคมควรตระหนัก คือภาพถ่ายไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันต้นตอของอาวุธได้ ในทางนิติวิทยาศาสตร์ทางทหาร การชี้ว่าอาวุธชิ้นใดเป็นของฝ่ายใด ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ และกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นมาตรฐานสากล มิใช่การตัดสินผ่านภาพถ่าย หรือการกล่าวอ้าง