กางไทม์ไลน์ ‘ลุงตู่’ หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

กางไทม์ไลน์ 'ลุงตู่' หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

กางไทม์ไลน์ ‘ลุงตู่’ หว่านเมล็ดพันธุ์ สะสมเงินลงทุนเฉียด 5 ล้านล้าน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Tee Nop ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้น่าสนใจโดยมีข้อความว่า.. 

Thailand as Next Supply Chain ‘Rising Star’ ยาวหน่อยนะครับ แต่สำหรับแฟนลุงตู่รับรอง อิ่มอกอิ่มใจ
ต่อเนื่องจากเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมประเทศไทยถึงมาถึงจุดนี้ได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังภาพคลาดเคลื่อนที่คนพยายามด้อยค่าการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาตลอด วันนี้เราจะมากางข้อมูลความจริงเพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “เงินลงทุนสะสมเกือบ 5 ล้านล้านบาท” ว่าเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้หลั่งไหลเข้ามาในช่วงไหน และรากฐานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

 

จากเรื่องที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมประเทศไทยถึงมาถึงจุดนี้ได้? อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังภาพคลาดเคลื่อนที่คนพยายามด้อยค่าการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาตลอด วันนี้เราจะมากางข้อมูลความจริงเพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลัง “เงินลงทุนสะสมเกือบ 5 ล้านล้านบาท” ว่าเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้หลั่งไหลเข้ามาในช่วงไหน และรากฐานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ไทม์ไลน์การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนประวัติศาสตร์ (ปี 2024 – ปัจจุบัน)

หากกางปฏิทินดูไทม์ไลน์กันแบบชัดๆ เงินลงทุนก้อนนี้เริ่มนับก้าวแรกตั้งแต่ปี 2024 และยิงยาวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน ปี 2026) โดยสามารถแบ่งการไต่ระดับของเม็ดเงินออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ดังนี้

  • ปี 2024 (จุดเริ่มต้นการก้าวกระโดด): 1.14 ล้านล้านบาท

เป็นปีที่เม็ดเงินเริ่มส่งสัญญาณแรง บอร์ด BOI ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งทะลุถึง 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขระดับล้านล้านในรอบปีเดียวนี้ ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีของประเทศไทย

  • ปี 2025 (ปีแห่งการทำลายสถิติประวัติศาสตร์): 1.87 ล้านล้านบาท

เข้าสู่ปี 2025 แทนที่เม็ดเงินจะแผ่วลง กลับเร่งเครื่องแรงยิ่งกว่าเดิม ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนพุ่งกระฉูดแตะระดับ 1.87 ล้านล้านบาท จารึกสถิติใหม่ว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการตั้ง BOI

  • ปี 2026 (ไหลเข้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน): อีกกว่า 1.5 – 1.9 ล้านล้านบาท

ตัวเลขการลงทุนเฉียด 5 ล้านล้านที่ต่างชาติแห่เข้ามา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการแอบ “วางท่อ” โครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจนกลายเป็นสารตั้งต้นชั้นดี

ถอดรหัส 4 รากฐานสำคัญจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

ความสำเร็จที่ทำให้ไทยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคการย้ายฐานผลิตตอนนี้ เกิดจากการเตรียมความพร้อมในอดีต นี่คือ 4 กลยุทธ์หลักที่รัฐบาลชุดก่อนได้ลุยสร้างไว้

1. ปั้น EEC และล็อกเป้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

  • เปลี่ยนผ่านวิสัยทัศน์: พลิกโฉมจากประเทศที่เน้นรับจ้างผลิตของราคาถูกและพึ่งพาค่าแรงต่ำ สู่การโฟกัสอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และเศรษฐกิจดิจิทัล
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อมสรรพ: ลุยสร้างระบบโลจิสติกส์แบบบูรณาการในพื้นที่ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ทำให้เมื่อค่ายรถ EV หรือบริษัทไฮเทคต้องการย้ายฐานการผลิตมาเอเชีย โครงสร้างพื้นฐานของไทยก็พร้อมรองรับทันที

2. วางรากฐานดิจิทัลและดัน 5G จนเป็นเบอร์ต้นๆ ของอาเซียน

  • โครงข่ายแห่งอนาคต: รัฐบาลเร่งประมูลและเปิดใช้ 5G เชิงพาณิชย์เป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาค รวมถึงการวางสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงข้ามประเทศ
  • ดึงดูด Big Tech ระดับโลก: ผลลัพธ์คืออินเทอร์เน็ตในไทยมีความเร็ว เสถียร และความหน่วงต่ำ (Low Latency) ทำให้ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ AWS มั่นใจ และนำเงินระดับแสนล้านมาลงทุนสร้าง Data Center และระบบ Cloud ในประเทศไทย

3. ออกวีซ่า 10 ปี (LTR Visa) และอัดสิทธิประโยชน์ล่อใจ

  • ดึงดูด Talent ระดับโลก: อุตสาหกรรมไฮเทคไม่สามารถเติบโตได้หากขาด “คนเก่ง” รัฐบาลจึงแก้กฎหมายออก Long-Term Resident Visa (LTR Visa) ให้ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนต่างชาติสามารถพำนักและทำงานในไทยได้ยาวถึง 10 ปี
  • สิทธิประโยชน์ BOI ขั้นสุด: ปลดล็อกเงื่อนไข ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13-15 ปี สำหรับบริษัทที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง เป็นสิทธิประโยชน์ที่หอมหวานจนค่ายใหญ่ๆ ไม่สามารถปฏิเสธได้

4. เตรียม “ไฟฟ้าสีเขียว” (Green Energy) รองรับเมกะเทรนด์โลก

  • ตอบโจทย์พลังงานสะอาด: ปัจจุบันบริษัทระดับโลกมีเงื่อนไขชี้ชะตาว่า โรงงานหรือ Data Center ของตนจะต้องใช้พลังงานสะอาด 100% (RE100) เท่านั้น
  • เดินหน้าสู่ความยั่งยืน: รัฐบาลช่วงท้ายได้เริ่มวางกรอบแผนพลังงานชาติ มุ่งหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และริเริ่มกลไก Utility Green Tariff (UGT) ที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเจาะจงซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในไทยได้ จุดนี้เองที่ทำให้เรามีแต้มต่อชนะประเทศเพื่อนบ้านที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานถ่านหินเป็นหลัก

การหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ “ถูกที่ ถูกเวลา”

ปรากฏการณ์เม็ดเงินคำขอ BOI ถล่มทลาย คือภาพสะท้อนของความสำเร็จแบบ “ถูกที่ ถูกเวลา”

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนชาวนาที่ “หว่านเมล็ดพันธุ์” ทิ้งไว้ในช่วงที่เศรษฐกิจในบ้านเราอาจดูซึมๆ (ทั้งการลุยสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, โครงข่าย 5G, พื้นที่ EEC และการแก้กฎหมายภาษี) และเมื่อโลกเข้าสู่สภาวะสงครามการค้าที่ทุกบริษัทต้องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ต้นไม้ที่เราปลูกเตรียมรับมือไว้ จึงเติบโตพรวดพราดและผลักดันให้ประเทศไทยผงาดขึ้นเป็น “Rising Star” แห่งภูมิภาคได้อย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้ครับ

Leave a comment