6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที ‘SITE 2026’ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที 'SITE 2026' ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที ‘SITE 2026’ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ภายในงาน SITE 2026 (Startup & Innovation Thailand Expo 2026) จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ได้จัดเวทีเสวนา “Innovation Diplomacy for Global Impact” บน Main Stage โดยรวบรวมผู้แทนทางการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ชิลี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และลักเซมเบิร์ก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “Innovation Diplomacy” ไม่ได้หมายถึงเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ระบบสาธารณสุข การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต

ดร. คริสตีนา คูวายา-ซานโทพูลอส เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศ โดยปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ การสร้างเครือข่าย และทักษะผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าความร่วมมือกับประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ทั้งด้าน FoodTech การใช้ประโยชน์จากชีวมวล และการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นางอัสตริด เอมิลี เฮลเลอ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาและนโยบายภาครัฐในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ผ่านระบบการศึกษาฟรีจนถึงระดับปริญญาเอก ควบคู่กับการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและนอร์เวย์สามารถร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิด

นายเดวิด ฮันเซน ซาลัส อุปทูตรักษาการแทน สถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย นำเสนอแนวคิดการสร้าง “Innovation Diplomacy” ผ่านความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสตาร์ตอัป พร้อมยกตัวอย่าง Latam GPT โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจากข้อมูลและบริบทของภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อลดอคติของข้อมูลและสะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง รวมถึงเสนอให้ไทยและชิลีเป็นประตูเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอาเซียนและลาตินอเมริกา

นางสาวคริสตีน เลอว์ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของระบบนิเวศนวัตกรรมเกิดจากการสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต” โดยภาครัฐมุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยขั้นพื้นฐานอย่างเปิดกว้างและให้อิสระอย่างเต็มที่ในการวิจัยโดยไม่มีการแทรกจากส่วนกลาง โดยเน้นการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร การสนับสนุน Deep Tech และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

นางสาวแอนนา เพียร์สัน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ Talent, Trust และ Scale พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มรัฐบาลดิจิทัลและใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยผ่าน International Science Partnership Fund โดยเน้นถึง HealthTech โดยเฉพาะด้านชีววิทยาวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์จีโนมิกส์

นายเอริก โลเออร์ ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยกล่าวว่าความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปทั่วโลกคือการก้าวจากระยะเริ่มต้นสู่การขยายธุรกิจ (Scale-up) ลักเซมเบิร์กจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย เงินทุน ภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเติบโตสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละประเทศจะมีบริบทและจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จร่วมกัน ได้แก่ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง การสนับสนุนงานวิจัย การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศ และการกำกับดูแลที่ส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ

สำหรับประเทศไทย แนวคิดและประสบการณ์จากทั้ง 6 ประเทศถือเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ทั้งในด้าน FoodTech, AgriTech, HealthTech, Clean Energy, FinTech, AI, Deep Tech และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ตลอดจนการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนาสตาร์ตอัปในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Leave a comment