
4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร
วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.
ภาคประชาชน 4 จังหวัด ผนึกกำลังตั้ง”เครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” รับมือปลาหมอคางดำระบาด ให้ “สนิท แดงพยนต์” นั่งประธานคนแรก เดินหน้าสร้างระบบรับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า หวังหยุดวิกฤตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร
เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี หรือ “3 สมุทร 1 เพชร” มีมติจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” เพื่อเป็นกลไกภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงในหลายพื้นที่
มติดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมเขาย้อย ศูนย์ฝึกอบรมที่ 3 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย คนแรก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ขับเคลื่อน และบริหารจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเครือข่าย ประกอบด้วย นายปัญญา พุ่มเจริญ ประธานกลุ่มประมงชายฝั่งชุมชนคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี เป็นรองประธาน , นายเทิดศักดิ์ สอนเสถียร ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบ้านคลองสวน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นรองประธาน , นางนันทา รอดสะใภ้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองประธาน , นางสมหมาย เย็นงาม ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านบางพลี จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเลขานุการ , นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมการ และนายจรูญ ทรัพย์ศิริ รองประธานกลุ่มพัฒนาผู้เลี้ยงกุ้งเกษตรพอเพียง 49 เป็นกรรมการ
นายสนิท กล่าวว่า แม้การระบาดของปลาหมอคางดำจะเริ่มจากพื้นที่ชายฝั่ง แต่ปัจจุบันได้ขยายวงกว้างเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และแหล่งน้ำจืดในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสาคร ที่เมื่อถึงฤดูจับปลา กลับพบปลาหมอคางดำปะปนอยู่จำนวนมาก จนต้องจำหน่ายเป็นปลาป่นในราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท ส่งผลให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาครจึงอาสาเป็นศูนย์กลางรับซื้อปลาหมอคางดำในรูปแบบเครือข่ายจิตอาสา แตกต่างจากระบบการค้าทั่วไปที่มักเกิดการกดราคา โดยมุ่งบริหารจัดการผลผลิตร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน และลดปัญหาการผูกขาดตลาด
เครือข่ายยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ตามขนาดของปลาอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลาไซส์ใหญ่ส่งต่อให้กลุ่มแม่บ้านนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียวและขนมปั้นขลิบ ส่วนปลาไซส์เล็กส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูและปลากะพงใช้เป็นเหยื่อสด ทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง
นายสนิท ระบุว่า การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อสด ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลากะพงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยให้เนื้อปลามีคุณภาพและรสชาติดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ควรได้รับการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร
ด้านความพร้อมในการดำเนินงาน เครือข่ายมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อปลาระดับหลักล้านบาท สามารถเริ่มขับเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีพื้นที่เช่าของกรมธนารักษ์ที่พร้อมปรับปรุงเป็นจุดพักปลา โดยสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม คือระบบห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
เครือข่ายภาคประชาชน 4 จังหวัด เชื่อมั่นว่า โมเดลการทำงานแบบจิตอาสาที่อาศัยความร่วมมือและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ จะเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมงไทยในระยะยาว




