
30 มิ.ย. 2569 15:08 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” มหาเศรษฐีจีนพลัดถิ่น คดีฉ้อโกงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 30 ปี “กัว เหวินกุ้ย” อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของจีน หลังพบความผิดจริงในคดีฉ้อโกงและฟอกเงินมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท โดยใช้ภาพลักษณ์นักเคลื่อนไหวต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนบังหน้า โดยนำเงินผู้สนับสนุนไปใช้ชีวิตหรูหรา ซื้อคฤหาสน์-เรือยอชต์-ซูเปอร์คาร์
กัว เหวินกุ้ย อดีตหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีน ถูกศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 30 ปี หลังจากคณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเขามีความผิดจริงใน 9 จาก 12 ข้อหา ซึ่งรวมถึงความผิดฐานฉ้อโกงหลักทรัพย์, ฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, การสมคบกันจัดตั้งองค์กรอาชญากรรม และการฟอกเงิน
อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัยราว 50 ปีเศษรายนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในหลายชื่อ เช่น “ไมลส์ กัว” (Miles Guo) และ “โฮ วัน กว็อก” (Ho Wan Kwok) ถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอบุกเข้าจับกุมตัวได้เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ที่อพาร์ตเมนต์สุดหรูในย่านแมนแฮตตัน ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของเซนทรัลพาร์ก
ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา อนาลิซา ตอร์เรส ผู้พิพากษาศาลนิวยอร์ก ได้กล่าวตำหนิพฤติกรรมของกัวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า นายกัวได้ใช้เป้าหมายอันทรงเกียรติในเรื่องการกุศลและการเมืองมาบังหน้า เพื่อ “ล่อลวงและหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปประชาธิปไตยในประเทศจีน” โดยนำเงินที่ได้จากความศรัทธาเหล่านั้นไปปรนเปรอและเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง พร้อมกันนี้ ศาลยังได้สั่งริบทรัพย์สินของกัวเป็นมูลค่าสูงถึง 889 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.95 หมื่นล้านบาท)
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กัว เหวินกุ้ย สร้างความมั่งคั่งและอิทธิพลในจีนจากการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน แต่ต่อมาในปี 2017 เขาได้ตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศจีนและขอลี้ภัยในสหรัฐฯ หลังจากถูกทางการจีนตั้งข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเขากล่าวอ้างว่าเป็นข้อหาร้ายแรงที่เกิดจากการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เมื่อย้ายมาพำนักในสหรัฐฯ กัวได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ กลายเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์จีนอย่างเผ็ดร้อน จนสามารถสร้างฐานแฟนคลับและมีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์อย่างเหนียวแน่นในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในอเมริกา
อัยการระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2018 ถึง 2023 กัวได้อาศัยความเชื่อใจและชื่อเสียงในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ชักชวนให้ผู้ติดตามออนไลน์ร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ รวมถึงระบบสกุลเงินดิจิทัล จนสามารถระดมทุนไปได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) แต่เงินเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกนำไปขับเคลื่อนทางการเมืองตามที่กล่าวอ้าง แต่ถูกโยกย้ายไปใช้จ่ายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์อันหรูหราส่วนตัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคฤหาสน์พื้นที่กว่า 50,000 ตารางฟุต, รถซูเปอร์คาร์ลัมโบร์กินีมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเรือยอชต์สุดหรูมูลค่า 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้าน ไรอัน ฟินเคล อัยการผู้สั่งฟ้องคดี ได้แถลงต่อหน้ากลุ่มผู้สนับสนุนของกัวกว่า 100 คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีว่า “กัว เหวินกุ้ย ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือสิบแปดมงกุฎ นักต้มตุ๋น และหัวขโมย” เช่นเดียวกับ ฌอน เอส บักลีย์ ทนายความฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่า คำตัดสินในวันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าชื่อเสียงและความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย
นอกจากนี้ กัว ยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งคู่มักปรากฏตัวร่วมกันในวิดีโอออนไลน์ และในปี 2020 ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในชื่อ “รัฐสหพันธรัฐใหม่แห่งประเทศจีน” (New Federal State of China) โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งในเวลาต่อมา แบนนอนก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ขณะอยู่บนเรือยอชต์ส่วนตัวของกัว ในคดีฉ้อโกงเงินบริจาคสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งแบนนอนได้ยอมรับสารภาพผิดต่อศาลแมนแฮตตันในปี 2025 และได้รับโทษภาคทัณฑ์ 3 ปีโดยไม่ต้องจำคุก
อย่างไรก็ตาม กัว เหวินกุ้ย ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยอ้างว่าเงินทุนทั้งหมดที่ได้รับมานั้น ถูกนำไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการเมืองในการต่อต้านรัฐบาลจีนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ อิวอนน์ หวัง หุ้นส่วนคนสนิทของกัว ซึ่งร่วมกันจัดตั้งกลุ่มล็อบบี้ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 10 ปีไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายฉ้อโกงระดับโลกในครั้งนี้.