
‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา
วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 เวลา 18.37 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงภาพรวมการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางรากฐานโครงสร้างระยะยาว
เผชิญ 4 ความท้าทายหลักระดับโลกและโครงสร้างประเทศ
นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันประเทศต้องเผชิญกับความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจน ทำให้การค้าขายยากลำบาก ไทยจึงต้องรักษาสมดุลให้อยู่ตรงกลาง 2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ต้นทุนภาคการเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการสูงขึ้น 3. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เด็กในระบบน้อยลง จึงต้องเร่งเสริมสร้างทักษะแรงงาน และ 4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีจำกัดนี้ เข้าไปแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน
ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการล่วงหน้าครบวงจร
ในด้านค่าครองชีพและสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมมีแรงงานถึง 30% แต่สร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% รัฐบาลจึงบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (เช่น การตั้งล้งชุมชนแปรรูป) และปลายน้ำ โดยเน้นการทำตลาดล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่ออกมามากและลูกเล็กเนื่องจากสภาพอากาศ แต่การวางแผนล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอกระทบงบประมาณมหาศาล ทำให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาพรวมสินค้าเกษตรอื่นๆ แม้บางตัวราคาลดลง แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ไม่ให้กลไกนี้ล่มสลาย
ดัน “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” สร้างชุมชนเข้มแข็ง
สำหรับสถานการณ์ข้าว ถือว่าปีนี้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและอุปทานส่วนเกินลดลง รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินพื้นที่อุปทานล้น เพื่อเข้าไปนำตลาดและชะลอข้าวออกสู่ตลาด พร้อมยกระดับไปสู่ “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” หรือข้าวประณีต โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดีขึ้น นำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน และตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชนในปีนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับราคาข้าวอย่างยั่งยืน
ตั้งเป้าดันรายได้ SME แตะ 40% ของจีดีพี
ปัญหาของ SME เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยปัจจุบันกลุ่ม SME สร้างรายได้ประมาณ 35% ของจีดีพี ซึ่งตั้งเป้าผลักดันให้ถึง 40% เพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการฝึกทักษะผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 55,400 ราย และมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมกว่า 300,000 ราย รวมถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME นำร่อง 2,000 ราย นอกจากนี้ยังเตรียมศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหาแนวทางลดภาระ รวมถึงส่งเสริมเครือข่ายแฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 2 แสนล้านบาท
กวาดล้าง “นอมินี-ทุนเทา” สกัดบัญชีม้าเด็ดขาด
นางศุภจี เน้นย้ำถึงการจัดการปัญหาทุนเทาและนอมินี โดยได้ทำ MOU ร่วมกับ 23 หน่วยงานรัฐ ส่งผลให้การจดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อต้องสงสัยลดลงถึง 51.05% มีการตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนเทียบกับฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อสกัดการทำบัญชีม้า ทำให้สถิติบริษัทต้องสงสัยลดลงจาก 549 แห่งในปีก่อน เหลือเพียง 10 แห่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 35 พื้นที่ใน 11 จังหวัด และประสานข้อมูลกับสรรพากร ตำรวจ ปอศ. และ ดีเอสไอ อย่างใกล้ชิด
รุกเจรจาการค้า-ดึง AI บูรณาการข้อมูล 4 กระทรวง
ในด้านการส่งออก รัฐบาลเร่งสร้างสมดุลการค้าผ่านการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเดินหน้าเจรจา FTA และขยายตลาดใหม่ๆ อย่างมาเลเซียและแอฟริกาใต้ เพื่อทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยี AI มาใช้ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อวิเคราะห์อุปทานสินค้าเกษตรล่วงหน้า ช่วยให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปพยุงราคาได้อย่างแม่นยำ
ในตอนท้าย นางศุภจี ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้โลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราพยายามทำงานทั้งแก้ปัญหาระยะสั้น และแก้โครงสร้างในระยะยาวไปพร้อมกัน ในเวลา และงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอความเข้าใจและขอรับคำแนะนำของทุกคนเพื่อทำให้นโยบายของเราตอบโจทย์ให้มากที่สุด”