สรุปมติครม. ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569

สรุปมติครม. ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569

สรุปมติครม. ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

สรุปมติครม. ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

กฎหมาย

1. เรื่อง การดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 13 (มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการบริหารราชการหรือข้าราชการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

1. ให้คงมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการบริหารราชการหรือข้าราชการที่ออกโดยมิได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายใดต่อไป จำนวน 151 มติ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

2. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 39 มติ โดยในจำนวนดังกล่าว มีจำนวน 27 มติ ที่มีกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว และอีกจำนวน 12 มติ ได้นำมาปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี

3. ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีโดยรวบรวมมติที่มีลักษณะเดียวกันไว้ เพื่อถือปฏิบัติเป็นมติเดียวกัน เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติได้อย่างสะดวกและถูกต้องต่อไป จำนวน 4 เรื่อง 12 มติ ดังนี้

                             3.1 การแก้ไขปัญหาการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและการเผยแพร่ข่าวหรือข้อมูลปลอม (Fake News)

                             3.2 การตรวจสอบ จัดเตรียมความพร้อมและเร่งรัดการดำเนินการตามแผนงาน/โครงการของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ

                             3.3 การลดจำนวนคนและรถในขบวนเดินทางและการลงพื้นที่ตรวจราชการของรัฐมนตรี

                             3.4 การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานของหน่วยงานและของรัฐบาล

4. มอบหมายส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบ โดยปรับปรุงและรวบรวมมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน เป็นปัจจุบัน รวมทั้งสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องและให้ถือปฏิบัติเพียงฉบับเดียวจำนวน 12 เรื่อง ทั้งนี้ ให้รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

2. เรื่อง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566 – 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566-2570 [(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3] และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนดังกล่าวไปดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เสนอ

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566 – 2570 [(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3] เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2564 [คณะรัฐมนตรีมีมติ (16 ตุลาคม 2561) เห็นชอบในหลักการ] ที่คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) ได้พิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 ซึ่งต่อมา พม. ได้ดำเนินการปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 และสภาพัฒนาฯ ได้เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567

                   2. (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             2.1 วิสัยทัศน์ “เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยได้รับการพัฒนาตามช่วงวัยและ
มีศักยภาพ มีทักษะรอบด้าน เป็นพลเมืองไทยในพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาทุกมิติทางสังคม”

                             2.2 พันธกิจ

                             (1) พัฒนาสภาพแวดล้อมในทุกมิติทั้งด้านกายภาพ ด้านสังคม และด้านจิตใจที่เอื้อต่อ
การส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของเด็กและเยาวชน

                             (2) ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีศักยภาพที่เหมาะสมตามช่วงวัยได้รับการพัฒนาทักษะรอบด้าน การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนเพื่อเป็นพลเมืองไทยในพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ

                             (3) พัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอย่างเข้มข้น

                             (4) พัฒนาความร่วมมือของหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ในการเป็นหุ้นส่วน เพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน

                             (5) ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง

                             2.3 ตัวชี้วัดภาพรวมของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3

                             (1) ร้อยละของเด็กและเยาวชนที่ได้รับการพัฒนาตามช่วงวัยและมีทักษะต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

                             (2) ระดับของการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน

                             2.4 ยุทธศาสตร์ภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ได้มีการกำหนดเป้าประสงค์ มาตรการ และหน่วยงานรับผิดชอบสรุปได้ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาระบบนิเวศและส่งเสริมกระบวนการพัฒนาเด็กและเยาวชนสู่ความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ (จำนวน 4 เป้าประสงค์)
เป้าประสงค์ 1.1 : เด็กและเยาวชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาวะและการพัฒนาการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์มาตรการ : (1) เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกครอบครัว และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและระหว่างช่วงวัย เช่น โครงการครอบครัวสุขสันต์ เพื่อให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกและวินัยเชิงบวกและ (2) เพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์/สภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การเรียนรู้ เช่น การส่งเสริมด้านพื้นที่เล่นสร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษา
เป้าประสงค์ 1.2 : ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเด็กและเยาวชนมาตรการ : (1) พัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น โครงการสถานศึกษาปลอดภัย (2) ออกแบบระบบการเรียนรู้ การฝึกอบรม โดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย เช่น โครงการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและอาชีพตามความถนัดและความสนใจของเด็กและเยาวชน และ (3) พัฒนาแพลตฟอร์มและนำดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เช่น การพัฒนาและเผยแพร่สื่อความรู้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวีผ่าน Platform online
เป้าประสงค์ 1.3 : เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การทำงานและทักษะทางสังคมมาตรการ : (1) พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทักษะชีวิต คุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เช่น โครงการป้องกันการจมน้ำโดยใช้ยุทธศาสตร์ผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) โครงการโรงเรียนคุณธรรม (2) ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและสมรรถนะที่ไม่ใช่ความรู้หรือทักษะทางเทคนิคเฉพาะทาง (Soft Skills) รวมถึงทักษะอาชีพ เช่น โครงการส่งเสริมความรู้เตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและ (3) ส่งเสริมความรอบรู้ทางด้านดิจิทัลแก่เด็กและเยาวชน เช่น โครงการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณและการออกแบบเทคโนโลยี
เป้าประสงค์ 1.4 : ส่งเสริมความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกให้แก่เด็กและเยาวชนมาตรการ : (1) ปรับ/เพิ่มการเรียนการสอนวิชาพลเมืองในระบบการศึกษาที่เน้นวิธีคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) เช่น โครงการสร้างสำนึกพลเมือง (2) ส่งเสริมแนวทางการสร้างพลเมืองโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย และการอยู่ร่วมกัน เช่น กิจกรรมทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมและ (3) ส่งเสริม สนับสนุนให้สื่อมวลชน/องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองเป็นแหล่งเรียนรู้และรับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชน เช่น โครงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ศธ. สธ. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สถาบันพระปกเกล้า (พป.)
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัย เด็กกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ (จำนวน 5 เป้าประสงค์)
เป้าประสงค์ 2.1 : เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมตามช่วงวัย รวมถึงมีพัฒนาการทุกด้านสมวัยและเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรการ : (1) เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมตามช่วงวัย สอดคล้องกับพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เช่น โครงการพลศึกษาและกีฬากับการพัฒนาเด็ก เยาวชนและประชาชนในชุมชนให้มีสุขภาวะที่ดี (2) ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเพียงพอต่อการพัฒนาสมองและร่างกาย เช่น โครงการอาหารเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม (3) ช่วงวัยเรียน : ป้องกันและแก้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต และ (4) ช่วงวัยรุ่น : สร้างการเจริญเติบโตและการได้รับสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาที่เหมาะสมตามแต่ละช่วงวัย
เป้าประสงค์ 2.2 : มีระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม ทั่วถึง และมีคุณภาพสำหรับเด็กและเยาวชนมาตรการ : เด็กและเยาวชนเข้าถึงและได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมตามช่วงวัยและมีคุณภาพ เช่น โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โครงการคุ้มครองสวัสดิภาพและจัดสวัสดิการเด็กที่ประสบปัญหาทางสังคมเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครอง พัฒนา ฟื้นฟู่ ดูแล และได้รับสวัสดิการทางสังคม
เป้าประสงค์ 2.3 : กลุ่มเด็กและเยาวชนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และเด็กต่างด้าว สามารถเป็นกำลังแรงงานของประเทศในอนาคตมาตรการ : (1) ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ไม่มีสัญชาติได้รับการกำหนดสถานะทางทะเบียน และ (2) ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ไม่มีสัญชาติและเด็กต่างด้าวเข้าถึงระบบการศึกษา การสาธารณสุข รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพ
เป้าประสงค์ 2.4 : มีการจัดสวัสดิการสำหรับกลุ่มที่เป็นบุตรแรงงานต่างชาติทั้งด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุขมาตรการ : ส่งเสริมให้บุตรแรงงานต่างชาติได้รับสวัสดิการด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุขอย่างเหมาะสม
เป้าประสงค์ 2.5 : เด็กและเยาวชนกลุ่ม NEET สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและหรือได้รับการฝึกอบรมวิชาชีพมาตรการ : (1) ส่งเสริมให้มีการจัดทำฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่ม NEET ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่และ (2) ส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนกลุ่ม NEET ผ่านการให้ทุนการศึกษา การฝึกอาชีพ หรือการพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เช่น พม. อว. มท. ยธ. รง. ศธ. สธ. กทม.
ยุทธศาสตร์ที่  3 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน (จำนวน 4 เป้าประสงค์)
เป้าประสงค์ 3.1 : พัฒนาการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในการพัฒนาในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพมาตรการ : เด็กและเยาวชนได้รับการส่งเสริมโอกาสและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาในมิติต่าง ๆ จากภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
เป้าประสงค์ 3.2 : ส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานภาคีในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของเด็กและเยาวชนมาตรการ : ส่งเสริมความเข้าใจของหน่วยงานภาคีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของเด็กและเยาวชน เช่น การส่งเสริมความร่วมมือกับเครือข่ายด้านงานเยาวชนเพื่อร่วมมือและแบ่งปันทรัพยากรในระดับจังหวัดและระดับประเทศ
เป้าประสงค์ 3.3 : สนับสนุนการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชนให้เป็นภาคีร่วมในการพัฒนามาตรการ : (1) ส่งเสริมการรวมกลุ่มอย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องการ
การคุ้มครองและการพัฒนาเป็นพิเศษให้เป็นภาคีร่วมในการพัฒนา เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชนเปราะบาง กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอัตลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอัตลักษณ์เชิงซ้อน รวมถึง
การแสดงออกของเด็กและเยาวชนในลักษณะเชิงประเด็น และ (2) ส่งเสริมและพัฒนาให้สภาเด็กและเยาวชนเชื่อมโยงกับกลไกอื่น ๆ เช่น สภานักเรียน สภานิสิตนักศึกษา ชมรมต่าง ๆ
เป้าประสงค์ 3.4 : มีพื้นที่การแสดงออกและการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนกลุ่มต่าง ๆมาตรการ : ส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเปิดพื้นที่สาธารณะให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองของเด็กและเยาวชน
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เช่น พม. อว. มท. ยธ. รง. วธ. ศธ. สธ. กทม. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรในการพัฒนาเด็กและเยาวชน (จำนวน 6 เป้าประสงค์)
เป้าประสงค์ 4.1 : สนับสนุนเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ชี้นำ
การเปลี่ยนแปลงที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับวัย และความสนใจของเด็กและเยาวชน
มาตรการ : (1) การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็กและเยาวชน เช่น กิจกรรมการพัฒนาสื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตเพื่อป้องกันการจมน้ำใน
กลุ่มเด็กวัยเรียนโดยใช้เทคโนโลยีโลกเสมือน ประเภท Virtual Reality (VR) และ (2) จัดทำชุดความรู้ด้าน
การพัฒนาเด็กและเยาวชนทั้งด้านการส่งเสริมการประกอบอาชีพและเทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
เป้าประสงค์ 4.2 : พัฒนางานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน รวมถึงแนวทางและมาตรการในการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กมาตรการ : (1) การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนร่วมสมัย (2) การศึกษาวิจัย ปัญหาสำคัญที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (pain points) ที่เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญอยู่ และปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและ (3) การทำวิจัยเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาด้านเด็กและเยาวชนจำนวนมากหรือมีความท้าทายเฉพาะ
เป้าประสงค์ 4.3 : เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาเด็กและเยาวชนจากทุกภาคส่วนมาตรการ : หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชนดำเนินการร่วมกันเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง
เป้าประสงค์ 4.4 : พัฒนานโยบายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนในลักษณะหุ้นส่วนและเครือข่ายความร่วมมือทั้งระดับนโยบาย ระดับหน่วยงาน และการดำเนินงานระดับพื้นที่จังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมมาตรการ : หน่วยงานภาครัฐเป็นกลไกหลักในการสร้างความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน เช่น โครงการพัฒนาวิชาการและสนับสนุนการดำเนินงานเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อในเด็กและโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานศึกษา
เป้าประสงค์ 4.5 : เสริมสร้างศักยภาพในระดับพื้นที่จังหวัดในการกำหนดแนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม (เช่น แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนระดับจังหวัด)มาตรการ : มีการเชื่อมร้อยการทำงานในระดับนโยบายสู่หน่วยงานในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายการทำงานร่วมกัน เช่น โครงการสนับสนุนการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับเขตและจังหวัด ซึ่งเป็นการกำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการ และมติสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินงานป้องกันนักสูบหน้าใหม่
เป้าประสงค์ 4.6 : เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Transformation Mindset)มาตรการ : มีการดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านหลักสูตรการเรียนรู้/การฝึกอบรมอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ เช่น การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “วิทยากรมืออาชีพการจัดการเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน”
โครงการพัฒนาระบบและขับเคลื่อนกลไกการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เช่น พม. อว. มท. รง. วธ. ศธ. สธ. สำนักงาน กสทช. สำนักงานบริหารองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

หมายเหตุ : จากการประสาน พม. แจ้งว่า (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 ไม่ได้มีการกำหนดวงเงินงบประมาณเนื่องจาก (ร่าง) แผนดังกล่าวเป็นกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินการด้านเด็กและเยาวชน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้งบประมาณของหน่วยงานในการดำเนินการต่อไป ซึ่งดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2565

                             2.5 แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ติดตาม และประเมินผลตามแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3

                             (1) การถ่ายทอดแผนปฏิบัติการด้านเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย ระดับนโยบาย โดยการนำเสนอแผนต่อที่ประชุม กดยช. ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐในระดับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน และระดับภูมิภาค (จังหวัด อำเภอ และตำบล) โดยการขับเคลื่อนผ่านกลไกหน่วยงานระดับภูมิภาค [เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)] พร้อมกับสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 กับแผนงานโครงการ กิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในระดับภูมิภาค

                             (2) การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 ไปสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการที่มีลักษณะเป็นงานประจำและการขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการที่เป็นจุดเน้นสำคัญของแผน โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ เช่น การส่งเสริมความเข้าใจเพื่อสร้างการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระสำคัญของแผนและสร้างความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น

                             (3) กดยช. ในฐานะเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลประเด็นยุทธศาสตร์ภายใต้แผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมีแนวทางการขับเคลื่อนที่สำคัญ เช่น การส่งเสริมความเข้าใจเพื่อสร้างการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระสำคัญของแผนการสร้างความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน

                             2.6 การติดตามและประเมินผลแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 โดยติดตามความก้าวหน้าทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติในภูมิภาค ซึ่งจะสามารถปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานของแผนได้ทุกระยะให้เหมาะสมกับสถานการณ์เด็กและเยาวชนที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยให้มีการติดตามและประเมินผล ดังนี้

                             (1) ให้คณะอนุกรรมการพัฒนานโยบายและแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนกำหนดแผนการติดตามและกำกับการรายงานข้อมูลของหน่วยงานให้ชัดเจน ทั้งระดับหน่วยงานและระดับจังหวัด

                             (2) ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบรายงานภาพรวมความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานรายยุทธศาสตร์ โดยพิจารณาจากลักษณะการดำเนินงานและตัวชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงาน

                             (3) พัฒนาระบบติดตามรายงานความก้าวหน้า ในประเด็นของตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์ และภาพรวมความก้าวหน้าของแผน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ สามารถบันทึกข้อมูลการรายงานและใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าว

                             (4) จัดทำการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 3 เป็นประจำทุกปี และให้มีการประเมินผลการดำเนินงานโดยผู้เชี่ยวชาญเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะครึ่งแผน และระยะที่ 2
เมื่อสิ้นสุดแผน

3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
[การปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)]

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

                   รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ

                ดศ. เสนอว่า

                1. ตามคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ (14) ให้เร่งรัด
การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ควบคู่กับการผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ และเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้
ภาคธุรกิจและภาคประชาชน มีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม รวมถึงสามารถรองรับการบริหารราชการแบบจำลองเสมือนจริง (Sandbox) และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ ดศ. ในฐานะหน่วยงานหลักจึงจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง

                   2. ปัจจุบันสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่โดยที่ ดศ. มีภารกิจในเรื่องการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐ ผ่านระบบดิจิทัลโดยตรงอยู่แล้ว ประกอบกับเพื่อให้การทำงานในมิติต่าง ๆ สอดคล้องกับทิศทางที่รัฐบาลมุ่งเน้นและเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านดิจิทัลอื่น ๆ ภายใต้ ดศ. อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรปรับปรุงการกำกับดูแลให้ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านดิจิทัลเป็นเอกภาพ เกิดประโยชน์ต่อทางราชการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

                   3. ดศ. ได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อสำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีสาระสำคัญในการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 มาตรา 5 โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ จาก “นายกรัฐมนตรี” เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ตามมติที่ประชุมร่วมระหว่าง ดศ. และสำนักนายกรัฐมนตรี [การประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)] เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) โดยในคราวประชุม กพม. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ตามที่ ดศ. เสนอ

4. เรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เป็นร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2557 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
การบริหารงาน การกำกับดูแลและการให้บริการด้านพระพุทธศาสนา

                   2. ด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีมติเห็นชอบแล้ว ให้ สคก. ตรวจพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เสนอ ก.พ.ร. พิจารณา และเมื่อ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการดังกล่าวให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                   3. สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 389/2569) ซึ่งเป็น
การปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของ พศ. ให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป แต่โดยที่ พศ. ได้พิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้วเห็นว่า
ร่างกฎกระทรวงยังขาดสาระสำคัญที่เป็นภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ พศ. บางประเด็น จึงได้เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงฯ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จึงได้ส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวที่ตรวจพิจารณาแล้วไปเพื่อ สคก. พิจารณาทบทวน อีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง สคก. ได้พิจารณาข้อสังเกตของ พศ. และได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวง โดยเป็นการแก้ไขเล็กน้อย (เรื่องเสร็จที่ 541/2569) และสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร.) และ พศ. ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว
มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบันการแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่หมายเหตุ
ส่วนกลางส่วนกลาง – เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานผู้อำนวยการ”– ปรับหน้าที่และอำนาจโดยการเพิ่มเติมงานอนุรักษ์เอกสารหลักฐานสำคัญ การสร้างการรับรู้และการประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานด้านพระพุทธศาสนา รวมทั้งการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินการเกี่ยวกับ
การบริหาร กิจการและงานเลขานุการที่เกี่ยวข้อง กับการอนุรักษ์ และพัฒนาพุทธมณฑล
(1) สำนักงานเลขานุการกรม(1) สำนักงานผู้อำนวยการ
(2) กองพุทธศาสนศึกษา(2) กองพุทธศาสนศึกษาคงเดิม                                     
(3) กองพุทธศาสนสถาน(3) กองพุทธศาสนสถาน
    (4) กองส่งเสริมงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา(4) กองส่งเสริมพุทธมณฑลและการเผยแพร่พระพุทธศาสนา– ยุบรวมเป็น “กองส่งเสริมพุทธมณฑลและการเผยแพร่พระพุทธศาสนา”– ปรับหน้าที่ และอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
(5) สำนักงานพุทธมณฑล
(6) สำนักงานศาสนสมบัติ(5) กองศาสนสมบัติกลาง– เปลี่ยนชื่อเป็น “กองศาสนสมบัติกลาง”– ปรับหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ วางระบบ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการจัดประโยชน์และพัฒนารายได้ของศาสนสมบัติกลางและวัดร้าง ซึ่งเป็นการระบุขอบเขต ของหน้าที่ และอำนาจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงได้แยกภารกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุม แนะนำ และช่วยเหลือในการจัดการศาสนสมบัติของวัดไปอยู่ในภารกิจของกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่
      (7) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม(6) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมปรับหน้าที่และอำนาจ ในการรับสนองงานด้านการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ การขอพระราชทานสมณศักดิ์ การถวายนิตยภัต และการจัดทำทะเบียนประวัติพระสมณศักดิ์ พระสังฆาธิการและพระสงฆ์
 (7) กองกิจการในสมเด็จพระสังฆราชและกิจการสนองพระราชดำริ– จัดตั้งใหม่ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการรับสนองงานตามพระบัญชาและพระกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราชดำเนินงานตามพระราชดำริด้านพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์
 (8) กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัดจัดตั้งใหม่ โดยมีหน้าที่และอำนาจเสนอแนะนโยบาย ศึกษาและกำหนดหลักเกณฑ์ ส่งเสริม กำกับดูแลและดำเนินการด้านการบริหารจัดการศาสนสมบัติ ระบบการเงิน บัญชีและทรัพย์สินของวัด รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 (9) กองกฎหมาย– จัดตั้งใหม่ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินงานด้านกฎหมาย ครอบคลุมการจัดทำและพัฒนากฎหมาย
การดำเนินคดี การให้คำปรึกษา การคุ้มครองพระพุทธศาสนา การทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย และสนับสนุน การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย
 (10) กองยุทธศาสตร์และแผนงานจัดตั้งใหม่ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติราชการ และงบประมาณ รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและฐานข้อมูลสารสนเทศ ด้านพระพุทธศาสนา ตลอดจนพัฒนากลไกในการเฝ้าระวังและคุ้มครองพระพุทธศาสนา และสนับสนุน การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกลางส่วนกลาง – ปรับหน้าที่ และอำนาจ โดยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา และกำกับ ดูแลการจัดการระบบการเงิน บัญชีและทรัพย์สินของวัด และการจัดให้มีเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในระดับจังหวัด
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด

5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง
พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

                   รวมทั้ง ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของกระทรวงคมนาคมและความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของร่างประกาศ

                1. มท. เสนอว่า ได้รับรายงานจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าได้ดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งในการประชุมครั้งที่ 3/2565
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 คณะกรรมการผังเมืองได้มีมติเห็นชอบผังเมืองรวมดังกล่าว และได้นำไปปิดประกาศเป็นเวลา 90 วัน (ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2565 – วันที่ 23 มกราคม 2566) ปรากฏว่ามีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องด้านข้อกำหนด การใช้ประโยชน์ที่ดินและบัญชีท้ายข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวน 3 ฉบับ 77 ราย 5 เรื่อง และได้เสนอคณะกรรมการผังเมืองในการประชุมครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 มีมติเห็นชอบให้ตามคำร้องด้านบัญชีท้ายข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวน 1 เรื่องและยกคำร้อง จำนวน 4 เรื่อง

                   2. มท. โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง พ.ศ. …. ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 29 แล้วไม่มีผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดยื่นคำร้องตามมาตรา 30 หรือมีแต่คณะกรรมการผังเมืองสั่งยกคำร้องดังกล่าวหรือเมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ดำเนินการเพื่อออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น แล้วแต่กรณี โดยไม่ชักช้า ในการนี้ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองนำประกาศกระทรวงมหาดไทยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน” ทั้งนี้
ในกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวม ก่อนที่จะได้จัดทำเป็นร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้ได้ผ่าน
การพิจารณาจากคณะกรรมการผังเมือง
 ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว

                   3. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเป็นพื้นที่เปิดใหม่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตำบลวังจันทร์ ตำบลชุมแสง ตำบลป่ายุบใน และตำบลพลงตาเอี่ยม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีขอบเขตพื้นที่วางผังประมาณ 394.41 ตารางกิโลเมตร โดยกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินแบ่งออกเป็น 6 แผนผัง สรุปได้ดังนี้

                             3.1 แผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการอยู่อาศัย การทำงาน และประกอบอาชีพ พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และพักผ่อนหย่อนใจ และการบริการสาธารณะ ซึ่งมีข้อกำหนดเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินตามวัตถุประสงค์และศักยภาพของพื้นที่ตามประเภทที่ดินที่กำหนดไว้ จำแนกได้ 11 ประเภท ได้แก่ ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (สีเหลือง) ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีแดง) ที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ
(สีน้ำตาลมีเส้นทแยงสีขาว) ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) ที่ดินประเภทปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สีเขียวมีกรอบและเส้นทแยงสีน้ำตาล) ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(สีเขียวอ่อน) ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ (สีเขียวอ่อนมีเส้นทแยงสีขาว) ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา
(สีเขียวมะกอก) ที่ดินประเภทสถาบันศาสนา (สีเทาอ่อน) และที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ (สีน้ำเงิน)

                             3.2 แผนผังแสดงที่โล่ง เพื่อสาธารณประโยชน์และสภาพแวดล้อม อันจะเป็นการรักษาสภาพภูมิทัศน์ที่ดีของชุมชน รวมทั้งเพื่อบรรเทาอุทกภัย จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ ที่โล่งเพื่อนันทนาการและ
การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ลน.) และที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณริมแม่น้ำและลำคลอง (ลม.)

                             3.3 แผนผังแสดงโครงการการคมนาคมและการขนส่ง เพื่อให้สามารถรองรับและสอดคล้องกับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต ซึ่งกำหนดถนนไว้ 4 ขนาด คือ ถนนแบบ ก ขนาดเขตทาง 12 เมตร จำนวน 1 สาย ถนนแบบ ข ขนาดเขตทาง 16 เมตร จำนวน 7 สาย ถนนแบบ ค ขนาดเขตทาง 25 เมตร จำนวน
1 สาย และถนนแบบ ง ขนาดเขตทาง 40 เมตร จำนวน 1 สาย และได้กำหนดที่ดินเพื่อการขนส่งผู้โดยสาร (คข.) เพื่อก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร จำนวน 1 บริเวณ

                             3.4 แผนผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการสาธารณะ เพื่อให้มีความเหมาะสมเพียงพอกับการให้บริการ และสามารถรองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคตได้ จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะประเภทโรงผลิตน้ำประปา (สป.) ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะประเภทโรงบำบัดน้ำเสีย (สบ.) และที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปการและบริการสาธารณะ (สก.) เพื่อการก่อสร้างสวนสาธารณะ จำนวน 3 บริเวณ

                             3.5 แผนผังแสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบใน
การอนุรักษ์ รักษา และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่ในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมและการขนส่ง การให้บริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ และบริการสาธารณะให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ แหล่งทรัพยากรน้ำ (ทน.) แหล่งทรัพยากรป่าไม้ (ทป.) และแหล่งทรัพยากรดิน (ทด.)

                             3.6 แผนผังแสดงผังน้ำ เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาโครงข่ายระบบทางน้ำเพื่อการระบาย การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย และบูรณาการความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งภายในและภายนอกเขตผังเมืองรวม รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภทอย่างทั่วถึง เหมาะสม เพียงพอ และได้มาตรฐาน จำนวน 1 ประเภท ได้แก่ ที่ดินเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่น้ำหลากประเภทที่ดินเพื่อการพัฒนาระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมชุมชน (รน.)

                   4. การดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมนี้ ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับประเทศ (คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ในปัจจุบันนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย) รวมทั้งกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัดได้มีการวางและจัดทำผังโดยนำผังนโยบายระดับประเทศมาใช้เป็นกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ในการใช้พื้นที่ในแต่ละด้าน มาสู่การดำเนินการเชิงพื้นที่ ควบคู่กับแผนผังทางด้านกายภาพ มาตรการและวิธีดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการผังเมือง และเพื่อให้เป็นกรอบนโยบายและแนวทางในการวางและจัดทำผังเมืองรวม สำหรับจังหวัดระยองกำหนดให้อยู่ในส่วนของผังนโยบายระดับภาคตะวันออก สรุปความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันตามกรอบนโยบายของผังดังกล่าวได้ ดังนี้

                             4.1 กรอบนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก ได้กำหนดให้สอดคล้องกับผังนโยบายระดับประเทศที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม มูลค่าสูงแห่งอนาคต (ยุทธศาสตร์ที่ 2) และนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สู่การเป็นฐานการผลิตแห่งอนาคต โดยพื้นที่ภาคตะวันออกถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่พัฒนาชายทะเลฝั่งตะวันออก เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้เป็นประตูสู่เศรษฐกิจโลกด้านอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ศูนย์กลางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ศูนย์รวมการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ รวมทั้งมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเชื่อมโยงการค้าชายแดน และเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวจากภาคมหานคร ซึ่งมีโครงข่ายการคมนาคมที่สามารถเชื่อมโยงกับเมืองต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและภูมิภาค

                             4.2 นโยบายในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่การตั้งถิ่นฐานและระบบชุมชน การพัฒนาเมืองและชนบท โครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐานการสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน
การคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค ดังนั้น ในการวางและจัดทำผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง จึงสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายที่ได้ดำเนินการวางและจัดทำผังนโยบายระดับประเทศ ผังนโยบายระดับภาค และผังนโยบายระดับจังหวัด

6. เรื่อง การมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบในการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบในการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สลน. รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบในการรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (รายงานผลการดำเนินงานฯ) เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีมีความก้าวหน้า มีการบูรณาการฐานข้อมูล ติดตาม ขับเคลื่อนนโยบายและรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีทราบ สรุปได้ ดังนี้

                             1.1 มอบหมายหน่วยงานเจ้าภาพหลักและหน่วยงานสนับสนุนของแต่ละนโยบาย เพื่อรายงานผลการดำเนินงานฯ ดังนี้

นโยบายรัฐบาลหน่วยงานหลักหน่วยงานสนับสนุน
(1) นโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ : ด้านเศรษฐกิจ เช่น
– การดำเนินการโครงการคนละครึ่ง พลัสกระทรวงการคลัง (กค.)– กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)- กระทรวงมหาดไทย (มท.)- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
– ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการ ข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) – กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)- ธปท. 
– การจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้น
เพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs 
พณ. – กค.- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.)- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)- มท.- กระทรวงยุติธรรม (ยธ.)- กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)- สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
– พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่นกษ.– อว.- ดศ.- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
– ยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ– กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)- กระทรวงวัฒนธรรม  กก. 
(2) นโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ : ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เช่น
– เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่น ต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand)เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์รวมทั้งเพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือ กับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงและการเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2571กต. ยธ. 
– ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มี
ยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน
– กระทรวงกลาโหม- มท.- ตร.- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด– ยธ.- สำนักงานป้องกันและปราบปราม
การฟอกเงิน- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
(3) นโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ : ด้านสังคม เช่น
– ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ– อว.- กระทรวงศึกษาธิการ- สำนักงาน ก.พ.– อก. 
– ส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ – กก.- สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน)– กระทรวงคมนาคม (คค.)- พณ. 
– ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(4) นโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ : ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เช่น
– เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี– กษ.- สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) – คค.- ทส.- มท.- อก. 
– พัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพบนฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและสามารถให้การช่วยเหลือ/เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ -ดศ.- มท.- สทนซ. – กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์- อว.- กษ.- ทส.- สำนักงานพัฒนารัฐบาสดิจิทัล(องค์การมหาชน) (สพร.)- สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(5) นโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ : ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เช่น 
– ปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน– สำนักงาน ก.พ.- สำนักงาน ก.พ.ร. สพร. 

                             1.2 มอบหมายหน่วยงานตามข้อ 1.1 รายงานผลการดำเนินงานฯ ผ่านระบบติดตาม
การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการจัดเก็บ ประมวล วิเคราะห์ และรายงานผลการดำเนินงานฯ ซึ่งได้เปิดระบบฯ ให้ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานฯ มาตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2566) ทุกวันที่ 5 ของเดือน

                             1.3 ให้ “ผู้ประสานงานการติดตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ปกตน.)” ซึ่งเป็นผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ ทำหน้าที่ประสานงานกับ สลน.

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                สคก. เสนอว่า

                   1. ด้วย สปน. ได้ส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีมติเห็นชอบแล้วให้ สคก. ตรวจพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้เสนอ ก.พ.ร. พิจารณา และเมื่อ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการดังกล่าวให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                   2. สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 590/2569)
ซึ่งเป็นการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของ สปน. ให้สอดคล้องกับภารกิจ
ที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป
และสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงาน ก.พ.ร. และ สปน.) ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

                   3. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. …. ที่ สคก. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2549 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะทำให้การปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอำนาจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยมีการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบันการแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่หมายเหตุ
1. กองกลาง  1. กองกลาง– ยุบรวมภารกิจของกองคลังมารวมเป็นภารกิจของกองกลาง- ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ โดยให้ดำเนินการเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และงานวิเทศสัมพันธ์ (ปัจจุบันเป็นภารกิจของสำนักแผนงานและกิจการพิเศษ)
2. กองคลัง
3. สำนักกฎหมายและระเบียบกลาง2. กองกฎหมายและระเบียบกลาง– เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็น กองกฎหมายและระเบียบกลาง– ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ ดังนี้1. ยกเลิกภารกิจการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสัญญาและกำกับกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF2. เพิ่มภารกิจการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 25623. เพิ่มภารกิจการดำเนินการเกี่ยวกับงานความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สปน. และส่วนราชการในสังกัด ยกเว้นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี4. เพิ่มภารกิจการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้5. ดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการเร่งรัดติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต(ปัจจุบันเป็นภารกิจของสำนักตรวจราชการ)
4. สำนักงานจิตอาสาภาครัฐ       3. กองจิตอาสาภาครัฐ – จัดตั้งกองเพิ่มใหม่ เป็นกองจิตอาสาภาครัฐ โดยรวมภารกิจสำนักงานจิตอาสาภาครัฐและสำนักงานขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมารวมเป็นภารกิจของกองจิตอาสา
5. สำนักงานขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
6. สำนักตรวจราชการ      4. กองตรวจราชการ – เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็นกองตรวจราชการ โดยเพิ่มภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคมารวมเป็นภารกิจของกองตรวจราชการ
7. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
8. สำนักแผนงานและกิจการพิเศษ5. กองนโยบายและแผนงาน – เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็น กองนโยบายและแผนงาน
9. กองการเจ้าหน้าที่    6. กองบริหารทรัพยากร     บุคคล – เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็น กองบริหารทรัพยากรบุคคล โดยรวมภารกิจด้านการพัฒนาบุคลากรของสถาบันพัฒนาบุคลากรเป็นมาภารกิจของกองบริหารทรัพยากรบุคคล
10. สถาบันพัฒนาบุคลากร
11. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ7. กองส่งเสริมสถาบันหลักและเอกลักษณ์ของชาติ– เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็นกองส่งเสริมสถาบันหลักและเอกลักษณ์ของชาติ โดยเพิ่มภารกิจอำนวยการประสานงาน กำกับ ติดตามผล การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ งานกิจการพิเศษ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย (ปัจจุบันเป็นภารกิจของสำนักแผนงานและกิจการพิเศษ)
12. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร8. ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล – เปลี่ยนชื่อส่วนราชการเป็นศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล– หน้าที่และอำนาจ แก้ไขถ้อยคำ จาก “แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” เป็น “แผนปฏิบัติการดิจิทัล” เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป
13. ศูนย์บริการประชาชนคงเดิม
14. สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคงเดิม
15. สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการคงเดิม
16. กลุ่มตรวจสอบภายใน คงเดิม
17. กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร คงเดิม
18. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต คงเดิม

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการดังกล่าวไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดย สคก. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 แล้วประกอบกับสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

8. เรื่อง ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้

                   รวมทั้งให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

                        สาระสำคัญของเรื่อง

                        1. ร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่งพ.ศ. 2567 โดยกำหนดเพิ่มเติมให้สายงานแพทย์แผนจีน (ตำแหน่งแพทย์แผนจีน) ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลประชาชนด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน และสายงานวิชาการพยาบาล (ตำแหน่งนักวิชาการพยาบาล) ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการศึกษา พัฒนาและส่งเสริมกิจการพยาบาลการควบคุมการผลิตเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการพยาบาล เป็นสายงานที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ ในอัตรา 3,500 บาทต่อเดือน และในระดับชำนาญการพิเศษ ในอัตรา 5,600 บาทต่อเดือน โดยการกำหนดให้ทั้ง 2 สายงานดังกล่าวได้รับเงินประจำตำแหน่งนั้นจะเป็นการรักษาและดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์ไว้ในระบบราชการ ทำให้ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่อาศัยความรู้เฉพาะทาง และเป็นการสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำในระบบค่าตอบแทนของภาคราชการในสายวิชาชีพอื่นที่ใกล้เคียงกันและมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์มุ่งพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในสายวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนวิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบได้เห็นชอบกับร่างกฎ ก.พ. ดังกล่าวด้วยแล้ว

                   2. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้เสนอรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาด้วยแล้ว โดยประมาณการรายจ่ายกรณีตำแหน่งแพทย์แผนจีน ซึ่งจะนำตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข ระดับปฏิบัติการหรือชำนาญการ มาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงาน เป็นตำแหน่งแพทย์แผนจีน จำนวน 84 ตำแหน่ง จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 3,528,000 บาทต่อปีและกรณีตำแหน่งนักวิชาการพยาบาล ซึ่งเป็นสายงานที่กำหนดไว้แล้วและมีผู้ครองตำแหน่งอยู่แล้ว จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 1,226,400 บาทต่อปี รวมทั้ง 2 ตำแหน่ง จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 4,754,400 บาทต่อปี

                   3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบ โดยกระทรวงการคลังเห็นว่า ควรให้ความสำคัญ กับการควบคุมและกำกับดูแลการบรรจุบุคคลและการได้รับเงินประจำตำแหน่งดังกล่าว รวมทั้ง พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และสำนักงบประมาณเห็นว่าขอให้ส่วนราชการพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณในแผนงานบุคลากรภาครัฐไปดำเนินการในลำดับแรก และในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่ประเทศในระยะยาว ตลอดจนถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเคร่งครัด ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติร่างกฎ ก.พ. ในเรื่องนี้ได้ตามที่เห็นสมควรและหากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้วก็สามารถดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับ ต่อไปได้ โดยไม่ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีก

เศรษฐกิจ-สังคม

9. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติการและผลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ไตรมาสที่ 2

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการปฏิบัติการและผลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ไตรมาสที่ 2 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                1. ภาพรวมผลการเบิกจ่ายและผลการใช้จ่ายงบประมาณ สรุปดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

วงเงินงบประมาณวงเงินงบประมาณพ.ร.บ.เป้าหมายร้อยละผลการเบิกจ่าย/ผลการใช้จ่ายร้อยละสูง/(ต่ำกว่า)เป้าหมายร้อยละ
ภาพรวม3,780,600.00
– เบิกจ่าย 2,079,330.0055.002,099,684.3155.5420,354.310.54
– ใช้จ่าย(ก่อหนี้) 2,306,166.0061.002,350,447.3762.1744,281.371.17
รายจ่ายประจำ2,918,863.71
– เบิกจ่าย 1,751,318.2360.001,821,955.0162.4270,636.782.42
– ใช้จ่าย(ก่อหนี้) 1,780,506.8661.001,834,695.7362.8654,188.861.86
รายจ่ายลงทุน861,736.29
– เบิกจ่าย 327,459.7938.00277,729.3132.23(49,730.48)(5.77)
– ใช้จ่าย(ก่อหนี้) 508,424.4159.00515,751.6559.857,327.240.85

                   2. จากรายงานในภาพรวมพบว่า ผลการเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมสูงกว่าเป้าหมาย
การเบิกจ่ายงบประมาณ
ตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานะความก้าวหน้ารายจ่ายลงทุนพบว่า มีรายการรายจ่ายลงทุน รายการปีเดียว และรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 3,001 รายการ วงเงิน 25,797.11 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ข้อพิพาททางชายแดนไทย – กัมพูชา และภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายช่องทาง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ทำให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัว จากราคาพลังงานโลกและต้นทุนด้านโลจิกติกส์ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน สงป. จึงได้กำหนดแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการด้านพลังงานภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โดยให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการควบคุม
การใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และคุ้มค่า โดยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและให้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการอย่างแท้จริง และให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันหรือโครงการที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก

                   3. สงป. ได้รวบรวมปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และข้อเสนอแนะต่อผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ไตรมาสที่ 2 ดังนี้

                         ข้อเสนอแนะ

                             1) หน่วยรับงบประมาณจะต้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณและการบริหารงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับสถานการณ์อันกระทบหรืออาจมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยโอนงบประมาณรายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรมาดำเนินการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมตามสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้ หน่วยรับงบประมาณควรจัดทำมาตรการหรือกลไกการติดตามและตรวจสอบการดำเนินมาตรการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและเคร่งครัดด้วย

                             2) เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐสามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หน่วยรับงบประมาณควรเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร็ว กรณีรายการที่ได้ก่อหนี้แล้ว หากการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ควรต้องเร่งรัดคู่สัญญาให้มี
การปฏิบัติงานและส่งมอบงานตามกำหนดระยะเวลา เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณสามารถสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้ หากพบว่าการดำเนินงานมีแนวโน้มล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ควรเร่งรัดคู่สัญญาให้ปฏิบัติงานและส่งมอบงานตามระยะเวลาที่กำหนด โดยคำนึงถึงความรอบคอบและความเหมาะสม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณ มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่ง สงป. จะได้ดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ตามขั้นตอนต่อไป

                             3) เห็นสมควรมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหรือควบคุมกิจการของหน่วยรับงบประมาณ หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมาย ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยรับงบประมาณให้ความสำคัญกับการเร่งรัด ติดตามการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้มีการเจริญเติบโตในระดับที่เหมาะสมตามศักยภาพ และเพื่อให้การใช้จ่ายของรัฐบาลและการลงทุนของภาครัฐเป็นแรงกระตุ้นสำคัญอย่างหนึ่งในการทำให้ระบบเศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

10. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

                  เรื่องเดิม

                   สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา มาเพื่อดำเนินการ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมดินโคลนถล่มในปี 2567 ถือเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศที่มีความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างหนักทั้งภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคการเกษตรทำให้พื้นที่มีความเสื่อมโทรม เศรษฐกิจซบเซากลายเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการเยียวยาความเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าบางพื้นที่ในจังหวัดทางภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่สูงกลับเกิดภาวะท่วมซ้ำซากประจำทุกปีเหตุด้วยปัจจัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การกระทำของมนุษย์หรือปัจจัยอื่นอย่างที่คาดไม่ถึง

                   2. รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรวงทอง) ในขณะนั้นสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ สนทช. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                   สนทช. ได้พิจารณารายงานดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้

ข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะผลการพิจารณาข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ
1. ด้านกฎหมาย ระเบียบ นโยบาย และหลักเกณฑ์             ต่าง ๆ  ของภาครัฐ          1.1 ควรเร่งแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายระเบียบ และนโยบายของแต่ละหน่วยงานที่เป็นข้อจำกัด ซึ่งส่งผลให้การทำงานขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการร่วมกัน เช่น กฎหมายของกรมป่าไม้ กฎหมายของกรมชลประทาน และกฎหมายของกรมเจ้าท่า  รวมถึงหลักเกณฑ์การเยียวยาผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดกับเกษตรกร  – ทส. ได้ดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดในการปฏิบัติงานในพื้นที่ตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภายใต้สังกัดสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ และได้มีประกาศแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ 2507  พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562  และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งรวมถึงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่  เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ- กรมป่าไม้ อยู่ระหว่างดำเนินการประเมินผล                     สัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 หากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว จะนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป- กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการเชื่อมโยงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในโครงการพัฒนาและบำรุงทางน้ำ    ในภารกิจกรมเจ้าท่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตก่อนดำเนินการ ตลอดจนสนับสนุน อำนวยความสะดวกในการขออนุญาตและให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารประกอบการขออนุญาต เช่น แผนที่ร่องน้ำ ให้หน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการขุดลอก ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 และที่แก้ไขเพิ่มเติม- กรมชลประทานอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อให้มีกฎหมายรองรับการใช้น้ำ ในภาคการเกษตรและการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมอย่างอื่นให้เป็นไปอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเพียงพอกับความต้องการใช้ประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งได้มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำโดยมีแผนดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการที่แหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ของ สทนช. และดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EC IEE EIA EHIA และแผนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม Environmental Impact Monitoring Plan (EIMP)
        1.2 ควรสร้างการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การวางแผนยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงานกำหนดเป้าหมายร่วมกันในระดับชาติถึงระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ติดตามวัดผลสำเร็จอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่าโดยกรมป่าไม้ควรต้องเชื่อมโยงกับกรมชลประทานและชุมชน– กรมป่าไม้ และ สทนช. ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติงานด้านทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ                   พ.ศ. 2568 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พื้นที่ป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกและเสร็จสิ้นคดีแล้ว รวมจำนวน 11,020 ไร่นอกจากนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำในพื้นที่ป่า ต้นน้ำ จำนวน 2,212 แห่ง โดยหน่วยปฏิบัติในพื้นที่เป้าหมายจะดำเนินการจัดประชุมประชาคมในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนดำเนินการในพื้นที่เมื่อดำเนินการ       แล้วเสร็จ กรมป่าไม้จะรายงานผลการดำเนินงานดังกล่าวให้ สทนช. ต่อไป- กรมชลประทานได้ดำเนินการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 เรื่อง การดำเนินโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐที่มีความจำเป็นจะต้องเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การปลูกป่าทดแทน ดังนี้1. กลุ่มที่ 1 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 1 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ 1) ในเขตพื้นที่เขตป่าเพื่อเกษตรกรรม (โซน A) เขตพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ (โซน E)    2) ป่าตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 3) ป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ (ป่าไม้ถาวร)2. กลุ่มที่ 2 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 2 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ ในเขตพื้นที่ป่าที่จำแนกไว้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม (โซน C)3. กลุ่มที่ 3 จำนวนการปลูกป่าทดแทน คือ 3 เท่าของพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต คือ ในเขตพื้นที่ป่าที่จำแนกไว้เป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม (โซน C) และอยู่ในเขตกำหนดชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 เอ หรือ 1 บี
          1.3 ควรเร่งทบทวนผังเมืองและผังน้ำร่วมกันอย่างจริงจัง โดยต้องวางผังเมืองใหม่ที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต้องควบคุมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าและลำน้ำ – มท. (กรมโยธาธิการและผังเมือง) ได้มีการบูรณาการ“ผังน้ำ” เพื่อรองรับและลดความเสี่ยงจากอุทกภัยโดยสามารถจำแนกมาตรการออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง และมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง ซึ่งดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ดังนี้1. มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง (Non-Structural Measures) ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยมาตรา 4 กำหนดให้ “ผังน้ำ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำซึ่งเชื่อมโยงกับผังนโยบายระดับประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง  รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ    2. มาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง (Structural Measures) มาตรการปกป้องพื้นที่ชุมชนเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนและศูนย์กลางเศรษฐกิจ โดยดำการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศและโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียดินแดน โดยมุ่งลดความเสียหายในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ สถานที่ราชการ ศาสนสถานและโบราณสถาน
2. ด้านการฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ แหล่งน้ำ ดิน สภาพแวดล้อม และพัฒนาสังคมสู่เมืองน่าอยู่ที่ยั่งยืน          2.1 ควรเร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่องปีละ 200,000 ไร่ เพื่อให้ภายใน 20 ปี มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 4 ล้านไร่ ทั้งนี้ ต้องวัดผลความสำเร็จที่จำนวนต้นไม้พื้นที่ป่าเติบโตจริงที่ไม่ใช่ปริมาณที่ปลูกและต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือภูเขาหัวโล้นในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต  – ทส. (กรมป่าไม้) ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามแผนงานและงบประมาณที่ได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 137,222.83 ไร่ ดังนี้1. ปลูกป่าโดยใช้งบประมาณ จำนวน 11,020 ไร่2. ปลูกป่าโดยใช้เงินนอกงบประมาณ จำนวน121,943.00 ไร่3. ปลูกป่าโดยใช้งบประมาณ โครงการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 4,259.83 ไร่- กษ. มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์และกักเก็บน้ำ โดยใช้วิธีกล เช่น สร้างขั้นบันไดดิน      คันดิน ฝ่ายชะลอน้ำ และทางพืช เช่น ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชหมุนเวียน และการปลูกหญ้าแฝก นอกจากนี้ การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาของพื้นที่ ความต้องการของเกษตรกร และสภาพภูมิสังคมโดยในแต่ละโครงการจะมีรูปแบบมาตรการงานอนุรักษ์ดินและน้ำ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการทำให้เกิดผลลัพธ์จาก
การดำเนินโครงการต่าง ๆ ซึ่งจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตในการปรับปรุงดินในพื้นที่เกษตรกรที่ประสบปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูก
          2.2 รัฐต้องออกกฎหมายให้ภาคเอกชนที่มีส่วนทำลายป่า เช่น การปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวหรือการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าไม้ และจัดเก็บค่าธรรมเนียมรายปีจากภาคเอกชนเข้าสู่กองทุนดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาและฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้น          2.3 รัฐต้องส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างจริงจัง เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี และสอดคล้องกับสภาพดิน น้ำ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ– ทส. เห็นว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือการจัดตั้งกองทุน ต้องมีกฎหมายที่ให้อำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ หากจะบังคับให้ภาคเอกชนที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ป่า เห็นควรให้รับซื้อจากแหล่งอื่น หรือใช้กลไกทางราคาเป็นส่วนช่วยการลดการปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่เคยเป็นป่า รวมถึงสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลในพื้นที่- กษ. ได้ดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมตามแนวทาง Agri-Map (Zoning by Agri-Map) พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม ประมาณ 6 ล้านไร่ จึงได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายและวิเคราะห์ความเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนไปสู่พืชทดแทนหรือเกษตรกรรมทางเลือกที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่การดำเนินงานคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรและงบประมาณที่ได้รับ พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อฟื้นฟูคุณภาพดินและลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จาก Agri-Map ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เป็นฐานในการวางแผนและขับเคลื่อนการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจเลือกปลูกพืชได้เหมาะสมกับพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีรายได้เพิ่มขึ้น
3. ด้านการส่งเสริมความตระหนักรู้ ความเข้าใจและปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคมของประชาชนทุกภาคส่วน          3.1 ควรดำเนินการถอดบทเรียนในทุกมิติเพื่อจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยและครอบคลุมถึงระดับชุมชนในท้องถิ่น   – มท. ได้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เช่น1. การติดตามสภาพอากาศ ให้จัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทำหน้าที่ติดตามข้อมูลสภาพอากาศสถานการณ์น้ำและเหตุการณ์ที่อาจส่งผลให้เกิด              สาธารณภัยในช่วงฤดูฝนรวมทั้งวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของผู้อำนวยการท้องถิ่น2. การจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ให้ทบทวนและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอุทกภัย โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำรายละเอียดในประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และดินถล่ม ในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง รายการเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย การกำหนดจุด/พื้นที่ปลอดภัย แผนรองรับการอพยพประชาชนและสถานที่จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว3. การระบายน้ำและการเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำให้เชื่อมโยงกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในแต่ละระดับ โดยเฉพาะตามรอยต่อเขตรับผิดชอบที่เป็นเส้นทางน้ำไหลผ่าน วางแผนการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงไว้เป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในเขตชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมที่มักจะเกิดอุทกภัยเป็นประจำให้เร่งทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ ดูดเลน ทำความสะอาดร่องน้ำ  สำหรับคูคลอง แหล่งน้ำต่าง ๆ ให้กำจัดวัชพืช ขยะ สิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนและน้ำจากท่อระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ4. การแจ้งเตือนภัย เมื่อมีแนวโน้มการเกิดสถานการณ์จากเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มขึ้นในพื้นที่ให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัย และแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบในทุกช่องทาง5. จัดทำคู่มือบัญชาการเหตุการณ์ในการเผชิญเหตุสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการอำเภอและผู้อำนวยการท้องถิ่น เพื่อให้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบ
การในการบริหารจัดการเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้สอดคล้องตามกฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แนวทางการปฏิบัติในการป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อม การตอบโต้ต่อสถานการณ์ การฟื้นฟู ตลอดจนการตัดสินใจสั่งการบนพื้นฐานของหลักการตามระบบบัญชาการเหตุการณ์
          3.2 รัฐต้องส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์ถึงความสำคัญและคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ดิน ป่า สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดจิตสำนึก และความรับผิดชอบร่วมกันอย่างจริงจัง– ทส. ได้ดำเนินการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญและคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ดิน ป่าสิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกและความรับผิดชอบร่วมกัน โดยศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 2 จังหวัดพิษณุโลกได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Facebook เป็นประจำทุกเดือน โดยมีหัวข้อข่าวของปัญหาและผลกระทบจากพฤติกรรมการทำลายธรรมชาติและสัตว์ป่า ที่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ รวมถึง เสนอวิธีแก้ปัญหา การดูแลรักษา และฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติโดยช่วยกันดูแลรักษาสืบไป- กษ. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ส่งเสริมให้คำแนะนำในการดำเนินงานในพื้นที่ให้แก่เกษตรกร ได้แก่ การวิเคราะห์ดิน การใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน การปรับปรุงคุณภาพดิน และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม โดยการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม รวมถึง ระบบ e-Service กรมพัฒนาที่ดินนำเทคโนโลยีมาปรับบริการเพื่ออำนวย
ความสะดวกแก่ประชาชนและเกษตรกร

11. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและการขนส่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา

                  คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและการขนส่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ตามที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

                   เรื่องเดิม

                1. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง การถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและการจนส่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ของคณะกรรมาธิการปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการดังกล่าวได้พิจารณาศึกษาแล้วพบปัญหาการถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรและขนส่งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีอุปสรรคในหลายด้าน เช่น กฎหมาย บุคลากร องค์กร และระบบข้อมูลแบบบูรณาการ

                   2.  รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในขณะนั้น สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงาน ก.ก.ถ.) เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                  สาระสำคัญของเรื่อง

                ก.ก.ถ. ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยสรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินการในภาพรวม ดังนี้

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯผลการดำเนินการ
1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1.1 คู่มือแนวทางการถ่ายโอน     ก.ก.ถ. ควรจัดทำประกาศเพื่อกำหนดคู่มือแนวทางในการดำเนินการภารกิจถ่ายโอนการบริหารจัดการจราจรและการขนส่งให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตร. กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมเจ้าท่า (จท.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับการถ่ายโอน   ได้มีการพิจารณาเสนอ ก.ก.ถ. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจด้านจราจรและการขนส่งให้แก่ อปท. รูปแบบพิเศษ : กทม. และเมืองพัทยาโดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ
1.2 แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค      – ให้ ตร. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้ อปท. มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย     ได้ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และในกรณีที่ส่วนราชการเจ้าของกฎหมายมิได้ดำเนินการแก้ไข ให้ ก.ก.ถ. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ส่วนราชการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อไป
       – ให้ ขบ. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้ อปท. มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการสถานีขนส่งผู้โดยสาร
        – จท. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 เพื่อให้ กทม. และเมืองพัทยา มีอำนาจหน้าที่ในการอนุญาตให้ เดินเรือโดยสารในเขตพื้นที่
1.3 ปรับปรุงแผนการกระจายอำนาจ      ให้ ก.ก.ถ. เสนอแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. (ฉบับที่ 3) โดยปรับปรุงภารกิจการถ่ายโอนการจราจรและการขนส่ง เพื่อให้ อปท. มีอำนาจในการบริหารจัดการจราจรและการขนส่ง  ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการบริหารแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ด้านการถ่ายโอนภารกิจ พิจารณาทบทวนและปรับปรุงแผนการกระจายอำนาจ (ฉบับที่ 3) ให้มีความสมบูรณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ
2. ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติรายด้าน
2.1 ด้านกฎหมายและอำนาจหน้าที่      – แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจราจรทางบก  พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (37) และ (38) เพื่อขยายนิยาม“เจ้าพนักงานจราจร” ให้รวมถึงข้าราชการหรือเจ้าหนักงานท้องถิ่น และ “หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร” ให้รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นของ กทม. และเมืองพัทยา ควรอยู่ในความรับผิดชอบของ ตร. เช่นเดิม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ครอบคลุม ได้ทั้งงานจราจร งานสายตรวจ และงานป้องกันปราบปรามในขณะเดียวกัน เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
       – ตร. ร่วมกับ กทม. และเมืองพัทยา จัดทำ    ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการจราจรในเขตท้องถิ่นพิเศษ พ.ศ. … สำหรับเขตเมืองที่มีภารกิจ       ซับซ้อน เช่น กทม. และเมืองพัทยาเพื่อวางระบบบทบาทหน้าที่ด้านจราจรแบบเบ็ดเสร็จ        ตร. กทม. และเมืองพัทยา
รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
       –  จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง ตร.กทม. และเมืองพัทยา เพื่อกำหนดเขตอำนาจ               บทบาทการใช้อุปกรณ์ระบบกล้องและสัญญาณไฟร่วมกัน
2.2 ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สิน       – จัดทำระบบข้อมูลทรัพย์สินจราจรแบบบูรณาการในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) กทม. และเมืองพัทยา รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
       – จัดทำ MOU กับหน่วยงานเจ้าของกรรมสิทธิ์ถนนเพื่อให้ อปท. สามารถใช้พื้นที่ติดตั้งระบบควบคุมจราจรได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีทล. และ ทช. เห็นว่า ยังคงต้องมีการขออนุญาตเป็นรายกรณีเช่นเดิม เนื่องจากหน่วยงาน มีระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและควบคุมการจราจร เช่น ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) และระบบติดตามปริมาณจราจรที่เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมส่วนกลางอยู่เดิม การอนุญาตให้หน่วยงานภายนอกติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอาจก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานหลัก ทั้งนี้ หน่วยงานมีความยินดีในการแบ่งปันข้อมูลผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันโดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใหม่
      – ปรับระบบการถ่ายโอนทรัพย์สินให้ครอบคลุมระบบกล้อง CCTV สัญญาณไฟจราจร และศูนย์ควบคุมสำนักงาน ก.ก.ถ. รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาโดย ทล. และ ทช. เห็นว่า การดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ อปท. ต้องอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เช่น ทางลอดและสะพานลอยให้แก่เมืองพัทยา รวมถึงการมอบหมายภารกิจดูแลรักษาพื้นที่บริเวณใต้สะพานให้แก่ กทม. สำหรับการส่งมอบถนนให้แก่ อปท. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอุปกรณ์บางส่วนเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลการจราจรในระดับประเทศ จึงไม่สามารถแยกส่วนเพื่อถ่ายโอนทรัพย์สินให้แก่ อปท. ได้
2.3 ด้านบุคลากรและสมรรถนะองค์กร โดย กทม. และเมืองพัทยา ให้มีการจัดตั้งตำแหน่งเฉพาะด้านจราจรในระดับพื้นที่ เช่น วิศวกรจราจร และเจ้าหน้าที่ควบคุม ATC/CCTV ประจำสำนักงานเขต (กทม.) และศูนย์จราจร (เมืองพัทยา) และจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลจราจรระดับเมืองเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลจราจรกทม. และเมืองพัทยา รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
2.4 ด้านการประสานงานและแผนข้อมูลร่วม      – จัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านจราจรระดับเมือง /จังหวัด เพื่อบูรณาการแผนพัฒนาจราจรและอนุมัติงบประมาณตร. ขบ. ทช. กทม. เมืองพัทยา สำนักงานนโยบายและแผนขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงบประมาณรับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
  – พัฒนาแผนที่ความรับผิดชอบ (Responsibility Map) และฐานข้อมูลจราจรระดับเมือง (Traffic GIS)เพื่อแสดงข้อมูลโครงข่ายจราจรและระบุเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน     ตร. ขบ. ทล. ทช. กทม. เมืองพัทยา
และ สนข. รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
– เชื่อมโยงระบบควบคุมจราจรระหว่างหน่วยงาน รวมถึงระบบกล้อง สัญญาณไฟ ข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลการฝ่าฝืน และจัดทำมาตรฐานระบบ (Traffic System Standard: TSS) เพื่อให้หน่วยงานใช้ระบบที่เชื่อมโยงกันได้ทั้งเชิงเทคนิคและกฎหมาย
3. ข้อเสนอเฉพาะสำหรับ กทม.
3.1 ยกระดับ บก. 02 เป็น “ศูนย์บัญชาการจราจรกรุงเทพมหานคร” ร่วมกับตำรวจ กทม. อยู่ระหว่างพัฒนาศูนย์ Command and Control ด้วยเทคโนโลยี ที่ทันสมัย เพื่อเชื่อมโยงกล้อง CCTV และระบบ ATC ทั่ว กทม. ในการบริหารจัดการจราจรร่วมกับตำรวจตร. เห็นว่า ศูนย์ บก.02 ควรอยู่ในความกำกับดูแลของตำรวจต่อไป เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความปลอดภัยในภารกิจสำคัญ
3.2 แต่งตั้งตำแหน่ง “วิศวกรจราจร” ในสำนักงานเขตทุกเขตกทม. รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากปัจจุบันสำนักงานเขตยังไม่มีภารกิจโดยตรง
3.3 เร่งปรับระบบฐานข้อมูล CCTVATC E – Ticket ให้เชื่อมโยงแบบ Real Time กับระบบตำรวจกทม. ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว
3.4 กำหนดพื้นที่นำร่องที่ กทม. จะได้รับอำนาจจราจรแบบครบวงจรกทม. รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ต่อไป
4. ข้อเสนอเฉพาะสำหรับเมืองพัทยา
4.1 จัดตั้ง “ฝ่ายจราจรและการขนส่งพิเศษ” ภายในเมืองพัทยา ทำหน้าที่วางแผน พัฒนา และควบคุมระบบจราจร โดยประสานงานกับตำรวจและ อปท. โดยรอบเมืองพัทยาอยู่ระหว่างการจัดตั้งสำนักการจราจรซึ่งประกอบด้วยฝ่ายจราจรและการขนส่งพิเศษเพื่อรองรับภารกิจโดยเฉพาะ โดยได้อนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบศูนย์ควบคุมสั่งการ (Command Center) และได้เริ่มทดลองเชื่อมโยงข้อมูลจราจรร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นต้นแบบ (Model) ในการปฏิบัติงาน
4.2 พัฒนาระบบกล้องจราจรให้เชื่อมโยงกับระบบกลางของตำรวจเมืองพัทยา รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาต่อไป
4.3 ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทศกิจและผลักดันให้มีกฎหมายรับบทบาท “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานจราจร” ในระดับพื้นที่เมืองพัทยาอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกอบรม และผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายรองรับให้เจ้าพนักงานเมืองพัทยาสามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานจราจรได้ตามกฎหมาย

12. เรื่อง ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเสนอ และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา เป็นเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ในการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ….
มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกรื้อถอนหรือผู้มีสิทธิได้เงินค่าทดแทนยังคงมีสิทธิขอรับเงินที่เกิดจากการเวนคืนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของตนตามกฎหมายโดยไม่ตัดสิทธิในเงินดังกล่าวแม้พ้นกำหนดระยะเวลาขอรับเงินตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีคำวินิจฉัยที่ 2/2564 นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติอันเกิดจากการบังคับใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมให้บุคคลผู้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลกรณีไม่พอใจเงินค่าทดแทนครอบคลุมถึงผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในทุกกรณี เช่น เจ้าของหรือผู้ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน อาทิ ผู้เช่า ผู้เช่าช่วง หรือบุคคลซึ่งอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน (เดิม กำหนดให้เจ้าของเท่านั้น) เพื่อให้กระบวนการการกำหนดเงินค่าทดแทน การใช้สิทธิทางศาลของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าทดแทน และการพิจารณาคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีผลทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและอยู่ระหว่างดำเนินการนำขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

                   2. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา เห็นว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติฯ บางประการ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของสภาผู้แทนราษฎร ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินี้ เช่น ในการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงการรักษาสิทธิของประชาชนตามมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมจากการเวนคืนของรัฐ ควรพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหา อาทิ การจ่ายเงินค่าทดแทนหรือเงินค่าชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การกำหนดราคาเบื้องต้นของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์นั้นควรพิจารณาแนวทางที่ให้เจ้าของที่ดินหรือบุคคลอื่นซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกเวนคืนเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการในการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์เบื้องต้น นอกจากนั้นควรพิจารณาหลักเกณฑ์การกำหนดราคาให้ครอบคลุมถึงราคาของที่ดินที่อาจเพิ่มในอนาคตและหน่วยงานเวนคืนควรเปิดเผยข้อมูลโครงการต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส โดยชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงสิทธิ กระบวนการอุทธรณ์ และช่องทางการขอรับความช่วยเหลือในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและทั่วถึงทั้งช่องทางปกติและช่องทางออนไลน์ รวมทั้งอาจพิจารณาจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเฉพาะกิจในพื้นที่โครงการ เพื่อรับฟังข้อร้องเรียน ให้คำแนะนำ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการเวนคืน อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตลอดจนเมื่อร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ หน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงขั้นตอน กระบวนการและสิทธิที่จะได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อกฎหมายและลดปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทน จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 127 และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 126

13. เรื่อง มาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณาตามมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. รายงานว่า

                   1. กค. (กรมธนารักษ์) ได้พิจารณามาตรการฯ ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เรียบร้อยแล้ว โดยเห็นว่า ปัจจุบันกรมธนารักษ์มีมาตรการฯ ด้านกฎหมายที่ราชพัสดุในการตรวจสอบการใช้ที่ราชพัสดุของส่วนราชการและการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุรวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุแล้วโดยเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ สามารถเพิ่มความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้และการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์และแผนดิจิทัลของกรมธนารักษ์ที่ใช้ขับเคลื่อนการดำเนินการในปัจจุบัน ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ได้หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการได้ ดังนี้

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ เช่น
(1) การรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ
(1.1) ให้กรมธนารักษ์พิจารณาปรับปรุงระบบการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษาและใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุผ่านระบบสารสนเทศ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เพื่อให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุสามารถรายงานได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น แผนดิจิทัลของกรมธนารักษ์ได้กำหนดให้มีการปรับปรุงระบบการให้บริการสำหรับหน่วยงานผู้ใช้และครอบครองใช้ประโยชน์ที่ ราชพัสดุ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในด้านการตรวจสอบข้อมูลการใช้ประโยชน์ การขอดำเนินการด้านการใช้ที่ราชพัสดุ และการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และการใช้ที่ราชพัสดุ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบงาน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2570
(1.2) ให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจนพร้อมกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพที่ราชพัสดุ โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ตามภารกิจของหน่วยงานและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ กรมธนารักษ์ได้กำหนดให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุของหน่วยงานผู้ใช้และผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะได้แจ้งให้หน่วยงานทราบและดำเนินการต่อไป สำหรับการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์นั้น ได้จัดทำแผนการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุก ที่ราชพัสดุแปลงใหญ่ร่วมกับส่วนราชการผู้ใช้ประโยชน์ (กองทัพบกและกรมชลประทาน) โดยกำหนดพื้นที่การใช้ประโยชน์ตามภารกิจของหน่วยงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบวิเคราะห์ศักยภาพของที่ราชพัสดุเพิ่มเติมเพื่อใช้ประกอบการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุในภาพรวม โดยคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปี 2571
(1.3) ให้กรมธนารักษ์พิจารณาแนวทางการประเมินผลการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ และรายงานไปยังหัวหน้าส่วนราชการของผู้ใช้ที่ราชพัสดุทราบด้วย รวมทั้งให้พิจารณาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบุกรุก การใช้ และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมธนารักษ์ได้มีการตรวจสอบการปกครอง ดูแลบำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุของหน่วยงานผู้ใช้และผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุตามโครงการตรวจสอบการใช้/การเช่าที่ราชพัสดุให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา และได้กำหนดให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางการประเมินผลโดยการบูรณาการข้อมูลจากระบบบริหารจัดการขั้นข้อมูลที่ราชพัสดุ และระบบการให้บริการสำหรับหน่วยงานผู้ใช้และครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อนำมาตรวจสอบและสอบทานความถูกต้องร่วมกับระบบบริหารจัดการโครงการตรวจสอบการใช้/การเช่าที่ราชพัสดุให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อไป
(2) การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ
(2.1) ให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ดูแลไม่ให้มีการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินโดยจัดทำแผนการตรวจสอบ กำหนดมาตรการ ป้องกัน และการควบคุมดูแลอย่างชัดเจน เช่น การจัดให้มีหลักเขต ป้าย เครื่องหมายแสดงแนวเขตให้ชัดเจน การกำหนดแนวทางการเฝ้าระวังการบุกรุกแล้วรายงานให้กรมธนารักษ์ทราบด้วย(2.2) ให้กรมธนารักษ์จัดทำแนวทางหรือแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน เช่น สคทช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตร. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกรมธนารักษ์ได้จัดทำแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ เพื่อสำรวจและจัดทำข้อมูลการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุเรียบร้อยแล้ว โดยกรมธนารักษ์ได้จัดประชุมร่วมกับ กห. กษ. ทส. มท. ยธ. สคทช. และ ตร. เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับแผนบูรณาการดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยมีผลการพิจารณา เช่น กรมธนารักษ์จะนำแผนบูรณาการดังกล่าวกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์กรมธนารักษ์ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแจ้งให้หน่วยงาน ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุต่อไป
(2.3) ให้กรมธนารักษ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำคู่มือ/แนวทางการดำเนินคดีต่อผู้บุกรุกที่ราชพัสดุ เพื่อให้ผู้ใช้ที่ราชพัสดุนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันรวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้บุกรุกในพื้นที่ใหม่ด้วยความรวดเร็วและทันเหตุการณ์โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้ภาพดาวเทียมเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ ปัจจุบันกรมธนารักษ์ได้จัดทำและเผยแพร่คู่มือการดำเนินคดีและการบังคับคดีสำหรับเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติซึ่งรวมถึงกรณีส่วนราชการผู้ใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุขอรับมอบอำนาจในการดำเนินคดีแล้ว และเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น กรมธนารักษ์จะจัดทำคู่มือการดำเนินคดีเฉพาะสำหรับหน่วยงานผู้ใช้และครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการให้ชัดเจน พร้อมทั้งรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น กห. กษ. ทส. มท. ยธ. สคทช. ตร.) แล้วนำมาปรับปรุงและดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานผู้ใช้และครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันภายในปี 2569 ต่อไป
(3) การจัดสวัสดิการของหน่วยงานผู้ใช้ที่ราชพัสดุ
(3.1) กรมธนารักษ์ควรหารือร่วมกับหน่วยงานของรัฐในคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ เพื่อปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2547 (ระเบียบฯ) ดังนี้          (3.1.1) กำหนดให้อธิบดีกรมธนารักษ์ร่วมเป็นคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ          (3.1.2) เพิ่มเติมว่า “หากส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุจะดำเนินการจัดสวัสดิการภายใน ส่วนราชการหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจในที่ราชพัสดุจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการระเบียบ และกฎหมายที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องด้วย” และควรมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการภายในหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจในที่ราชพัสดุ(3.2) กำหนดคำนิยามคำว่า “กิจการขนาดใหญ่” ในประกาศคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการดังกล่าวให้ชัดเจนว่าเป็นลักษณะกิจการประเภทใด มีการยกตัวอย่างให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันหรือกำหนดจำนวนเนื้อที่หรือมีมูลค่าที่ดินเท่าใด(3.3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการที่เป็นกิจการ/กิจกรรมในที่ราชพัสดุที่มีลักษณะก้ำกึ่งหรือไม่ชัดเจนว่าเป็นการจัดสวัสดิการภายในหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจ ให้เสนอเรื่องต่อกรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่พิจารณาก่อนว่าเป็นการจัดสวัสดิการลักษณะใด เมื่อพิจารณาแล้วคณะกรรมการสวัสดิการของหน่วยงานจึงจะพิจารณาอนุมัติโครงการได้กรมธนารักษ์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระเบียบฯ เพื่อดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยมีผลการพิจารณา เช่น 1) สำนักงาน ก.พ. จะนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนการเพิ่มเติมอธิบดีกรมธนารักษ์เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ และการเพิ่มเติมเงื่อนไข “หากส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุจะดำเนินการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจในที่ราชพัสดุ จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบ และกฎหมายที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องด้วย” เสนอต่อคณะกรรมการสวัสดิการ ข้าราชการเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบฯ ต่อไป 2) สำนักงาน ก.พ. จะดำเนินการทบทวนและปรับปรุงคำว่า “กิจการขนาดใหญ่” “สวัสดิการภายใน” และ “สวัสดิการเชิงธุรกิจ” ต่อไป 
(3.4) ให้กรมธนารักษ์จัดทำคู่มือหนังสือเวียน เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กรมธนารักษ์ได้ดำเนินโครงการ “อบรมสัมมนาเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล ใช้ และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้แก่ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ส่วนราชการและ อปท. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและได้จัดทำสื่อออนไลน์สำหรับส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุในหัวข้อ “การจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองของส่วนราชการ” ทั้งนี้ กรมธนารักษ์จะประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแจ้งเวียนเพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุเพื่อจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจตามระเบียบฯ ให้กับ ส่วนราชการเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
4. การพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์
(4.1) กรณีการใช้ประโยชน์หรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุกรณีที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์หรือเป็นพื้นที่เขา ที่ภูเขาที่มีความลาดชัน ให้กรมธนารักษ์พิจารณาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอย่างเข้มงวดหรือมีแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยพิจารณาแนวนโยบายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการสงวนคุ้มครองเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรมธนารักษ์ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวและได้แจ้งเวียนให้หน่วยงานดำเนินการโดยเคร่งครัดแล้ว เช่น 1) กรณีพื้นที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ หรือเป็นพื้นที่เขา ที่ภูเขา ที่มีความลาดชัน ได้มีการผ่อนผันให้กับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ที่เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาตและยังไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตในระยะเวลาที่กำหนดตามมติคณะรัฐมนตรี โดยกรมธนารักษ์ได้แจ้งเวียนให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่ได้รับแจ้ง 2) กรณีการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ที่ลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดส่ง ข้อมูลผังน้ำเพื่อใช้ประกอบเป็นข้อมูลในการพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ราชพัสดุที่อยู่ในระบบทางน้ำ โดย สทนช. ได้จัดทำผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำให้ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำและสอดคล้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งส่งข้อมูลดิจิทัลผังน้ำ 22 ลุ่มน้ำ ให้กรมธนารักษ์ใช้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
(4.2) ให้กรมธนารักษ์ประสานข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินติดแนวเขตหรือทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ เพื่อรับรองแนวเขตที่ดินก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจัดหาประโยชน์ รวมทั้งกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการสงวนคุ้มครองเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรให้ถูกต้องตามกฎหมายระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกรมธนารักษ์จะจัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูลแนวเขตที่ดิน รวมทั้งมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการร่วมกันต่อไป 
(5) ความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนเพื่อจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่มีราคาเกินห้าร้อยล้านบาท
ให้คณะกรรมการที่ราชพัสดุพิจารณากำหนดขอบเขตหรือหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจกรณีการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูลในการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่มีราคาเกิน ห้าร้อยล้านบาท และควรเปิดเผยผลการพิจารณาหรือเหตุผลความจำเป็นกรณีให้มีการคัดเลือกเอกชน โดยไม่ใช้วิธีประมูลต่อสาธารณะ รวมทั้งเปิดเผยรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามกฎกระทรวงการจัดการหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564กรมธนารักษ์จะรวบรวมข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการที่ราชพัสดุได้เคยพิจารณาคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีการประมูล เพื่อนำมาพิจารณากำหนดขอบเขตและยกร่างหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจกรณีการคัดเลือกเอกชนดังกล่าว พร้อมทั้งพิจารณาประเด็นการเปิดเผยผลการพิจารณาหรือเหตุผลความจำเป็นและรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป 
(6) การกำกับดูแลการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ
ให้กรมธนารักษ์ดำเนินการ ดังนี้(6.1) บูรณาการร่วมกับ อปท. เกี่ยวกับการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลที่ราชพัสดุและการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และหากพบว่า ผู้เช่าที่ราชพัสดุดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเงื่อนไขการอนุญาต ให้ อปท. แจ้งกรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดทราบโดยเร็ว  กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบและกำกับติดตามเร่งรัดให้ผู้เช่าที่ราชพัสดุดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ รวมทั้งได้กำหนดให้มีการประชุมหารือร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือประเด็นการบูรณาการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลที่ราชพัสดุและการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเดือนมิถุนายน 2569
(6.2) พัฒนาการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียมหรือระบบแผนที่ออนไลน์เพื่อใช้ในการตรวจสอบและติดตามการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสกรณีการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดกรมธนารักษ์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบวิเคราะห์ศักยภาพบนที่ราชพัสดุ การจัดเกรดของแปลงที่ราชพัสดุ การวิเคราะห์ปัจจัยทางสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ร่วมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการจัดทำโมเดลเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปี 2571
(6.3) กำหนดมาตรการในการจัดเก็บค่าเช่า ที่ราชพัสดุให้สามารถจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการ กำกับดูแล และติดตามการเช่าที่ราชพัสดุ โดยให้รายงานผลการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุตามระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเร่งรัดติดตาม ค่าเช่าที่ค้างชำระ เพื่อให้การบริหารจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ กรมธนารักษ์มีมาตรการและการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุ เช่น 1) กำหนดเป้าหมายในภาพรวมของการจัดเก็บรายได้ โดยจะต้องมีจำนวนค่าเช่าค้างชำระลดลงร้อยละ 7 ของทุกปีงบประมาณและกำหนดตัวชี้วัดของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่และกองบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานครเพื่อเร่งรัดการจัดเก็บค่าเช่าค้างชำระในภาพรวม 2) กรมธนารักษ์มีระบบจัดหาประโยชน์และสัญญาเช่า โดยมีรายงานข้อมูลผู้เช่าค้างชำระและแจ้งเตือนค่าเช่าค้างชำระเพื่อให้เจ้าหน้าที่บริหารจัดการ กำกับดูแล ติดตามค่าเช่าค้างชำระ และรายงานสรุปผลการจัดเก็บได้ นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน TRD Smart Pay เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า ที่ราชพัสดุทั่วประเทศในการตรวจสอบข้อมูลการเช่าและชำระค่าเช่าได้ทันที 3) มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายเพิ่มความสะดวกและลดช่องโหว่ในการทุจริตโดยเน้นการชำระ ผ่านระบบธนาคาร e-Payment และแอปพลิเคชัน TRD Smart Pay เพื่อให้ผู้เช่าสามารถชำระค่าเช่าได้ตลอดเวลา

14. เรื่อง ผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ทราบต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                  กระทรวงคมนาคม (คค.) รายงานว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้แทน สงป. สศช. สกพอ. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการตามข้อเสนอแนะฯ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดยมีรายละเอียดผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ เช่น
(1) ในการจัดทำและการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของแผนแม่บท ทสภ. รัฐบาลควรกำหนดให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เสนอ                แผนแม่บทดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา              ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ ทสภ. เป็นศูนย์กลาง                การบินของภูมิภาค และเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการจัดทำแผนแม่บท ทสภ. ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะแผนแม่บท ทสภ. จัดทำตามหลักเกณฑ์ ข้อกำหนด           และคำแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) และสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) ที่กำหนดให้สนามบินจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานและต้องมีการทบทวนแผนทุก ๆ 5 ปี หรือเมื่อบริบททางการบิน สภาพเศรษฐกิจ การเงิน และปัจจัยอื่นเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ทอท. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนด และคำแนะนำดังกล่าวมาโดยตลอดและ ในการจัดทำแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 ซึ่งเป็นแผนแม่บทฉบับที่ 5 ทอท. ได้รับความร่วมมือจากบริษัท Netherlands Airport Consultant (NACO) ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานให้กับสนามบินต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ท่าอากาศยานนานาชาติชางงีสิงคโปร์ และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ทั้งนี้ แผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 จัดทำขึ้นโดยพิจารณาจากบริบทด้านการบินในปัจจุบัน ทั้งแนวโน้มจำนวนผู้โดยสาร สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยและของโลก ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ทอท. ได้จัดทำแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา  โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
(2) รัฐบาลควรพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนา ทสภ. ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติที่สำคัญของประเทศให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาสนามบินในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล               และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทาง กระบวนการ วิธีการในการศึกษาจัดทำแผนแม่บทพัฒนา ทสภ. ให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาในการทบทวนแผนแม่บทที่เหมาะสม โดยให้มีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาทบทวน เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทเป็นไปตามข้อกำหนดของ ICAOรัฐบาลมีความชัดเจนในการกำหนดให้ ทสภ. เป็น
ท่าอากาศยานหลักของประเทศ ประกอบกับความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุดของ ทสภ.ที่ 120 ล้านคนต่อปี จะไม่กระทบกับการพัฒนาสนามบินในเขต กทม. และปริมณฑล รวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา อีกทั้ง ทอท. ได้กำหนดแนวทาง กระบวนการ วิธีการในการศึกษาจัดทำแผนแม่บทให้เป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และ ICAO ซึ่งแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 เป็นไปตามบริบทของการเดินอากาศ ความต้องการใช้บริการสนามบินเทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน

15. เรื่อง ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ก.พ.ร. รายงานว่า

                   1. นับตั้งแต่พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 (พระราชบัญญัติฯ) บังคับใช้ (วันที่ 21 กรกฎาคม 2558) สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษาประสบการณ์ของประชาชนต่อ
การติดต่อขอรับบริการจากหน่วยงานของรัฐ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็นต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯ โดยความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ที่ต้องการผลักดันให้การบริการภาครัฐมีคุณภาพ ทันสมัย ตอบโจทย์ประชาชน ซึ่ง ก.พ.ร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 มีมติรับทราบผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

                   2. สรุปผลสำรวจความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการสำรวจฯ ประชาชนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และการลงพื้นที่สำรวจ ณ จุดบริการของหน่วยงานของรัฐ จำนวน 11,251 ตัวอย่าง (จำนวนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐที่ตอบแบบสำรวจ) สรุปได้ ดังนี้

                             2.1 ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ
ปี 2568
 โดยประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.20 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.03) ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุดด้านเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ ร้อยละ 85.70 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานมีการพัฒนาศักยภาพและจิตใจในการให้บริการที่ดีของเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนและระยะเวลา ร้อยละ 84.64 ด้านสถานที่ ร้อยละ 84.43 และด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ร้อยละ 81.99 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของประชาชนด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ลดลงจากร้อยละ 84.31 ในปี 2567 เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของระบบออนไลน์

ทั้งนี้ งานบริการที่ประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การซื้อขายทรัพย์ทอดตลาด (กระทรวงยุติธรรม) การขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชน (กระทรวงศึกษาธิการ) และงานทะเบียนธุรกิจ (กระทรวงพาณิชย์) ตามลำดับ

                   2.2 ผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.12 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความเชื่อมั่นในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 80.63 และเพิ่มขึ้นในทุกด้าน) ซึ่งประชาชนมีความเชื่อมั่นสูงสุดด้านการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 85.68 ด้านการให้บริการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ น่าเชื่อถือ ร้อยละ 85.39 ด้านการให้บริการอย่างเท่าเทียม ร้อยละ 84.94 ด้านการให้ความสำคัญต่อข้อคิดเห็นของประชาชนและนำมาพัฒนางานบริการ ร้อยละ 82.60 และด้านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ ร้อยละ 82.02 ตามลำดับ

                   นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะของประชาชนต่องานบริการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องการให้มี
การพัฒนาบริการให้ดีขึ้น 3 อันดับแรก
 คือ การให้บริการของสถานพยาบาล ร้อยละ 41.61 งานทะเบียนราษฎร ร้อยละ 16.78 และงานทะเบียนที่ดิน ร้อยละ 12.84 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานบริการที่ประชาชนใช้บริการ ณ จุดบริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลต่อการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ความเพียงพอของเจ้าหน้าที่ และระยะเวลารอคอย

                   3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ
จากผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในปี 2568 (ตามข้อ 2) เป็นโอกาสให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ดังนี้

                             3.1 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของงานบริการออนไลน์ (e-Service) เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนางานบริการออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (End to End   Service) เพื่อสร้าง
ความมั่นใจและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการออนไลน์มากขึ้น

                             3.2 เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ เช่น การจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นที่เปิดให้ประชาชนหรือภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมใน
การออกแบบบริการ เพื่อให้หน่วยงานพัฒนางานบริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชน

                             3.3 จัดทำระบบคิวและนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ ณ หน่วยงาน และระบบแจ้งเตือนการนัด เพื่อสร้างความโปร่งใสของระบบคิว และลดระยะเวลารอคอยก่อนรับบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชน

                             3.4 สื่อสารข้อมูลงานบริการที่ ชัดเจน หลากหลายช่องทางและสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับความชัดเจนของข้อมูลงานบริการที่ประชาชนได้รับ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น

                             3.5 จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) แทนการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสารกระดาษ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงและประมวลผลข้อมูล รวมทั้งรองรับการพัฒนาการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

                   4. ประโยชน์ของการดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของภาครัฐเป็นผลลัพธ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและออกแบบบริการต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ

16. เรื่อง มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2569

                   2. เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย รวม 2 ฉบับ ดังนี้

                             2.1 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

                             2.2 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

                   3. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ (สงป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามความเหมาะสมเพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจปกติของ อปท.

                   เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (8 เมษายน 2568) เห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 ตามที่ กค. เสนอ รวมทั้งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมที่ดินได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดลงวันที่ 21 เมษายน 2568 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ลงวันที่ 21 เมษายน 2568 รวม 2 ฉบับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 และประกาศ มท. รวม 2 ฉบับ
1. วัตถุประสงค์• เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมถึง ช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์
2. กลุ่มเป้าหมาย • ผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและผู้ขายที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์และห้องชุด ในราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท
3. ระยะเวลาดำเนินงาน• ตั้งแต่วันที่ร่างประกาศทั้ง 2 ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(วันที่ 22 เมษายน 2568) ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569
4. การดำเนินการ • มท. ออกประกาศ รวม 2 ฉบับ ดังนี้    1) ประกาศ มท. เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา (จากเดิมร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน (จากเดิมร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถวหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวโดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน     2) ร่างประกาศ มท. เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยลดค่าจดทะเบียนการโอนห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุดที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา (จากเดิมร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนจำนองห้องชุด อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนการโอนในคราวเดียวกัน (จากเดิมร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. เสนอว่า

                   1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับปรุงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว ร้อยละ 2.4 ต่อปี โดยการบริโภคภาคเอกชนและการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว ร้อยละ 2.7 และ 0.6 ต่อปี ตามลำดับ การลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 8.9 ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.5 ต่อปี โดยสาขาอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าสาขาการผลิตในภาคบริการอื่น

                   2. ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ โดยสาขาก่อสร้าง และสาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 6.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมถึงมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต (Supply Chain) ทั้งความเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkages) ไปยังภาคการผลิตต่าง ๆ และมีผลต่อความเชื่อมโยงไปข้างหลัง (Backward Linkages) เช่น สาขาการผลิตเหล็ก การผลิตซีเมนต์ การผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีต โรงเลื่อย การผลิตโลหะ การผลิตเครื่องจักร เป็นต้น

                   3. กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาข้อเสนอมาตรการฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของข้อเสนอมาตรการฯ และมอบหมายกรมที่ดินยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวม 2 ฉบับ โดยกำหนดให้มาตรการฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

                   4. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขยายระยะเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์การกำหนดเพดานอัตราส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV)* สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 (สำหรับผู้กู้ที่ทำสัญญากู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ รวมถึงสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น สินเชื่อ Top-up และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่มีการทำสัญญาภายในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV) เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ผ่านมาอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยยังอ่อนแอตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

                   5. กค. โดย สศค. ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมตามข้อ 3. รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการ ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของ ธปท. ตามข้อ 4. ทั้งนี้ มท. โดยกรมที่ดินได้ยกร่างประกาศที่เกี่ยวข้องรวม 2 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการด้วยแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2568 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 เมษายน 2568) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ (จากปกติร้อยละ 2) เหลือร้อยละ 0.01 และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน (จากปกติร้อยละ 1) เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ 1) อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวหรือ 2) ห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด โดยมีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน และกำหนดให้มาตรการดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ร่างประกาศ รวม 2 ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

                   6. กค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดการณ์ว่าคาดว่าจะทำให้ อปท. สูญเสียรายได้จากค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จำนวนประมาณ 16,117 ล้านบาท (1,343.08 ล้านบาทต่อเดือน) แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งและมือสอง เพื่อสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ แม้ว่าการลดค่าจดทะเบียนการโอนและการจำนองจะทำให้ อปท. สูญเสียรายได้ แต่ อปท. จะได้รับการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) เพิ่มขึ้น (เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บ VAT จากการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและสามารถจัดเก็บ SBT จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น) โดยคาดว่าจะทำให้มีรายได้จาก VAT และ SBT เพิ่มขึ้น 9,135 ล้านบาทตลอดจนมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 540,810 ล้านบาทต่อปี (45,067.50 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคภายในประเทศได้ประมาณ 88,868.33 ล้านบาทต่อปี (7,405.70 ล้านบาทต่อเดือน) และเพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 305,814.81 ล้านบาทต่อปี (25,484.57 ล้านบาทต่อเดือน) และจะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.06 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ

­­______________

*มาตรการ LTV คือ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
โดยการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยจะพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้ และจำนวนที่อยู่อาศัยที่ผู้กู้ถือครองอยู่ เพื่อป้องกันการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์และลดความเลี่ยงในการเกิดหนี้เสียที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ กำหนดให้เพดาน LTV เป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โดยรายละเอียด ดังนี้

ราคาบ้าน จำนวนสัญญาที่ยังผ่อนอยู่ เกณฑ์ใหม่ เกณฑ์เดิม 
 น้อยกว่า 10 ล้านบาทหลังที่ 1 กู้ได้ 100%และกู้ตกแต่งเพิ่มได้ 10%กู้ได้ 100%และกู้ตกแต่งเพิ่มได้ 10%
หลังที่ 2กู้ได้ 100% กู้ได้ 80 – 90 %
หลังที่ 3 ขึ้นไปกู้ได้ 70%
 มากกว่า 10 ล้านบาทหลังที่ 1 กู้ได้ 100% กู้ได้ 90%
หลังที่ 2กู้ได้ 80%
หลังที่ 3 ขึ้นไปกู้ได้ 70%

17. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการสังกัดกรมราชทัณฑ์ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยไม่ถือเป็นวันลา

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้

          1. ให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการสังกัดกรมราชทัณฑ์ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างวันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2569 รวม 7 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงาน และได้รับเงินเดือนตามปกดิ

          2.ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 เรื่อง การให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของหน่วยงานภาครัฐที่เป็นสตรีไปถือศีลและปฏิบัติธรรม ในส่วนของการลาปฏิบัติธรรมครั้งหนึ่งตลอดอายุราชการเป็นระยะเวลา ต่ำกว่า 1 เดือน

สาระสำคัญ

          1. ยธ. โดยกรมราชทัณฑ์ได้กำหนดจัดโครงการอุปสมบทหมู่ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดศรีรัตนธรรมมาราม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่าง วันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2569 รวม 7 วัน โดยกำหนตกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) ผู้บรรพชา อุปสมบท จำนวน 47 รูป และ (2) ผู้บวชชีพราหมณ์ ถือศ็ล 8 จำนวน 47 คน โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการดังกล่าว ยธ. จะใช้จ่ายจากงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ จำนวน 624,600 บาท

          2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาและได้ร่วมบำเพ็ญกุศลโดยการเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยธ. เห็นสมควรส่งเสริมให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ ที่มีความประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศล มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฯ โดยทั่วกัน โดยให้ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท และถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็น
การปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงาน และได้รับเงินเดือนตามปกติ โดย

                    2.1 ผู้ที่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการหรือปฏิบัติงานมาแล้ว สามารถลาบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลในครั้งนี้ได้อีก และจะได้รับเงินเดือนตามปกติระหว่างการลา

                             2.2 ผู้ที่ไม่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการหรือปฏิบัติงานมาก่อน และได้ลาบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา และจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่ได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต

                   2.3 ข้าราชการพลเรือนสตรีมีสิทธิไปถือคีลและปฏิบัติธรรม เป็นระยะเวลาต่ำกว่า 1 เดือน โดยไม่ถือเป็นวันลา

                    3. โดยที่เรื่องนี้ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการพลเรือนให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติให้ตั้งแต่เริ่มรับราชการ ข้าราชการผู้ไดยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือเคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาโดยการอุปสมบทนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดไม่ให้ถือเป็นวันลาของข้าราชการ ให้ข้าราชการผู้นั้นลาอุปสมบท โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ประกอบกับเรื่องนี้เป็นการขอยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติให้ การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือให้ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี และ (9) เรื่องที่ขอทบทวนหรือยกเว้นการปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี

18. เรื่อง การขยายระยะเวลาการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขยายระยะเวลาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ โดยยังคงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเดิมที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมการปกครองกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง รวมถึงเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน และขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับการดำเนินการต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อนุมัติในหลักการตามที่ สมช. เสนอ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติของกรมการปกครอง จำนวนทั้งสิ้น 483,626 คนพร้อมทั้งมอบหมายให้ สมช. รายงานผลการดำเนินการภายหลังการบังคับใช้หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลฯ ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีภายในระยะเวลา 1 ปี

                   2. กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศรองรับการดำเนินการดังกล่าว จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้                      2.1 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานาน ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

                             2.2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ออกไปให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น

                สาระสำคัญและข้อเท็จจริง

                   1. สภาความมั่นคงแห่งชาติ มีการประชุมฯ ครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พิจารณาว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อนุมัติในหลักการตามที่ สมช. เสนอเรื่องหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยดำเนินการขับเคลื่อนผ่านประกาศกระทรวงมหาดไทย 2 ฉบับ มีสถานะล่าสุดของกรมการปกครองแจ้งว่าได้ดำเนินการคัดกรองคุณสมบัติและพัฒนาสถานะแล้ว โดยการดำเนินงานในทางปฏิบัติยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคหลายประการ โดยมีสาเหตุหลักเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ

                   2. สภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570โดยยังคงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเดิมที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมการปกครองกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง รวมถึงเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็น ปัจจุบัน และขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสำหรับการดำเนินการต่อไป พร้อมทั้งเห็นชอบให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   1. การขยายระยะเวลาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ออกไปอีก 1 ปี โดยยังคงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเดิม จะช่วยสนับสนุนการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติและความมั่นคงทางสังคม เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลักเกณฑ์ให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ส่งผลให้บุคคลกลุ่มเป้าหมายสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับสิทธิ
ขั้นพื้นฐาน อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

                   2. การดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา พบการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากร รวมถึงกรณีการทุจริตของเจ้าหน้าที่บางราย ซึ่งกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ สืบสวน และดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องแล้ว อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันและลดผลกระทบด้านความมั่นคงตลอดจนมิให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกใช้เป็นปัจจัยดึงดูดให้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมิใช่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาแสวงหาประโยชน์หรือพยายามเข้าสู่กระบวนการโดยมิชอบ จึงเห็นควรให้ขยายระยะเวลาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวออกไปอีกเพียง 1 ปี
เพื่อเร่งรัดการพิจารณาและดำเนินการให้แล้วเสร็จสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน โดยไม่มีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก พร้อมทั้งกำชับให้กรมการปกครองดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง คัดกรองคุณสมบัติ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

19. เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   สศช. ได้เสนอรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

                  1. ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2569

                   เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 0.7 จากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 โดยแบ่งเป็น

                                     1.1 ด้านการใช้จ่าย

                                      การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนรวม การส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวเร่งขึ้น ดังนี้

รายการ%YOY
ไตรมาสที่สี่ของปี 2568ไตรมาสแรกของปี 2569
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน3.33.2
การอุปโภคภาครัฐบาล1.33.4
การลงทุนรวม8.19.9
– ภาคเอกชน6.510.1
– ภาครัฐ13.39.4
ปริมาณการส่งออก8.315.1
มูลค่าการส่งออก9.417.8

                             1.2 ด้านการผลิต

                             มีสาขาที่ขยายตัว/ชะลอตัว สรุปได้ ดังนี้

สาขาการผลิต%YOY 
ไตรมาสที่สี่ของปี 2568ไตรมาสแรกของปี 2569
สาขาการผลิตที่ขยายตัวเร่งขึ้น
สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง0.61.2
สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม0.40.9
สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร0.62.2
สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า3.23.6
สาขาการผลิตที่ขยายตัวชะลอลง
สาขาขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์6.76.0
สาขาการก่อสร้าง11.26.2

                   2. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

                อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.91 สูงกว่าร้อยละ 0.70 ในไตรมาสก่อนหน้าและร้อยละ 0.89 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ -0.5 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 0.6  ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 101.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและหนี้สาธารณะมีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.38 ของ GDP

                   3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569

                   คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5-2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน  การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้ง  พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

                   4. การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคปี 2569

                   สศช. เห็นว่า ในปี 2569 รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้

                   4.1 การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ (2) การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคก่อสร้าง (3) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และ (4) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด

                   4.2 การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เช่น การยกระดับการให้บริการพิธีการทางด้านศุลกากร (2) การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน  เช่น การยกระดับศักยภาพแรงงานในทักษะที่ขาดแคลน และ (3) การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เช่น กำหนดเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น

                   4.3 การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง (3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศ คู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 เช่น ข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (4) การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้า และ (5) การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

                   4.4 การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด (2) การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570  ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด (3) การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด

ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและ (4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

                   4.5 การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญกับ (1) การเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเตรียมรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง

                   4.6 การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนโดยเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติม (3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และ (4) การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่าย

ต่างประเทศ

20. เรื่อง การรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน (Ukraine Mine Action Conference) ค.ศ. 2025

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน (Ukraine Mine Action Conference: UMAC) (การประชุม UMAC) ค.ศ. 2025 (เอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ.2025) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

          1. ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ซึ่งเป็นการประชุมในกรอบ UMAC
ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีญี่ปุ่นและยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมภายใต้หัวข้อ “การเร่งรัดเพื่อฟื้นฟูประเทศ (Acceleration toward Reconstruction) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ต่อยอดคำมั่นทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและความร่วมมือระหว่างประเทศในการช่วยเหลือยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยมีหัวข้อการหารือที่สำคัญ 3 ด้าน คือ (1) การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในฐานะจุดเชื่อมต่อที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูยูเครนในด้านต่าง ๆ (Nexus) (2) เทคโนโลยี และนวัตกรรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด (Technology) และ (3) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด (People) ในการนี้ ญี่ปุ่นและยูเครนได้เวียนเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC
ค.ศ. 2025 เพื่อให้ประเทศผู้เข้าร่วมพิจารณาร่วมรับรองโดยไม่ต้องลงนาม โดย ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ประเทศต่าง ๆ จำนวน 43 ประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ยังไม่ได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ดังกล่าว แต่สามารถร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ภายหลังการประชุมได้ โดยให้มีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
ไปยังฝ่ายญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม UMAC ค.ศ. 2025

          2. กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่า เอกสารผลลัพธ์
การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

          3. ประโยชน์และผลกระทบ เช่น  (1) การร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 จะสอดคล้องกับจุดยืนและบทบาทของไทยด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ไทยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง (2) สนับสนุนหลักมนุษยธรรมสากลและรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ (3) เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญา APMBC

21. เรื่อง เอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปชิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 9

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างปภิญญารัฐมนตรีว่าด้วยสิ่งแวดล้อม และการพัฒนา ค.ศ. 2026 (ร่างปฏิญญาฯ) และร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยการส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 – 2030 (ร่างแผนปฏิบัติการฯ)

          2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้การรับรองร่างปฏิญญาฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ขอให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนํากลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

[จะมีการรับรองร่างเอกสารในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปชิฟิก สมัยที่ 9 (การประชุมฯ สมัยที่9) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร]

                   สาระสำคัญ

          1. กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แจ้งว่า คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก มีหนังสือเชิญประเทศสมาชิกเข้าร่วมการประชุมฯ สมัยที่ 9 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา และเร่งรัดการดำเนินการเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และ กต. ขอให้นำความเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณารับเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยและกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิด พร้อมทั้งพิจารณามอบหมายผู้แทนเข้าร่วมและมีบทบาทในช่วงการประชุมข้างต้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยและกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว

          2. เอกสารผลลัพธ์ที่จะมีการรับรองในการประชุมฯ สมัยที่ 9 มีจำนวน 2 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

เอกสารผลลัพธ์การประชุมสาระสำคัญ
2.1 ร่างปฏิญญาฯเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในการเร่งรัดการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยยืนยันความมุ่งมั่นต่อ
การบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (Sustainable Development Goals : SDGs) และกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศสมาชิกตกลงที่จะดำเนินการ ดังนี้(1) คุ้มครองและฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ(2) รับรองแผนปฏิบัติการฯ (ตามข้อ 2.2) เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงาน ในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ(3) เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเร่งรัดการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การยกระดับด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น(4) ส่งเสริมการดำเนินงานตามแนวทางอนุรักษ์ที่อาศัยระบบนิเวศ (ecosystem-based approaches) โดยคำนึงถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนพื้นเมืองและระบบองค์ความรู้ท้องถิ่น เพื่อรับมือกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ(5) ส่งเสริมการดำเนินงานในระดับภูมิภาคและระดับประเทศเพื่อลดผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพประชาชนในภูมิภาค(6) คุ้มครอง อนุรักษ์ และบริหารจัดการระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน
ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการบรรเทาและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การดำรงชีพ และความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ(7) ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การปรับปรุงคุณภาพน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบริการด้านน้ำ การลดการสูญเสียน้ำ เป็นต้น(8) ส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน เช่น การเร่งรัดการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ การส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เป็นต้น(9) อำนวยความสะดวกและหาแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจีทัลที่สามารถสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เซ่น การติดตามการเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เป็นต้น(10) สนับสนุนการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิผล รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ
2.2 ร่างแผนปฏิบัติการฯ เป็นกรอบการดำเนินงานโดยสมัครใจเพื่อส่งเสริมการบูรณาการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ภายใต้บริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ใน 5 ด้านสำคัญ และจะมีการดำเนินการ ดังนี้(1) การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น     (1.1) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งกำหนดโดยแต่ละประเทศสมาชิก     (1.2) การประสานงานข้ามภาคส่วนเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลกระทบด้านสุขภาพ     (1.3) สำรวจโอกาสความร่วมมือด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว โดยเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วให้การสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องดังกล่าว(2) การดำเนินการที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นมิตรต่อธรรมชาติ เช่น     (2.1) การบูรณาการนโยบายการคลังที่มุ่งสร้างแรงจูงใจในการดำเนินแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศ     (2.2) ดำเนินการด้านการอนุรักษ์และการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ทะเลให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเหมาะสม     (2.3) พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาค อำนวยความสะดวกใน
การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ พัฒนาวิธีการติดตามและประเมินผล และเสริมสร้างกลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มการลงทุนในแนวทางอนุรักษ์ที่อาศัยระบบนิเวศ (ecosystem-based approaches)(3) การดำเนินการด้านมลพิษและเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น     (3.1) บูรณาการหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไว้ในกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมระดับชาติ     (3.2) บูรณาการประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรควบคู่กับการคงไว้ซึ่งมาตรการกำกับดูแลด้านของเสียมูลฝอย น้ำเสียและน้ำทิ้ง โดยสอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศ     (3.3) สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนแนวทางที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ และการใช้ทรัพยากรได้พร้อมกัน(4) การดำเนินการด้านเมืองและความยืดหยุ่น     (4.1) จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่น โดยบูรณาการ 3 แนวทางการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศระดับชาติ     (4.2) เสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการการขยายตัวของเมือง ควบคุมการขยายตัวของเมืองที่ไร้ทิศทาง ลดการสูญเสีย
ความหลากหลายทางชีวภาพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และบูรณาการการคาดการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศไว้ในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน     (4.3) เสริมสร้างระบบการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน รวมถึงการประยุกต์ใช้ แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเพิ่มการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ลดมลพิษและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะ(5) การดำเนินการด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การเงินและระบบข้อมูล เช่น     (5.1) ส่งเสริมกลไกธรรมาภิบาลและกลไกการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน     (5.2) พิจารณาใช้กลไกการเงินเพื่อระดมทุนภาครัฐและกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน โดยส่งเสริมการลงทุนที่สามารถสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม     (5.3) ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ระดับชาติ รวมทั้งยกระดับการติดตามและการรายงานผลให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น

22. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue
ครั้งที่ 8 (Abu Dhabi Dialogue Eighth Ministerial Declaration)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue (กรอบความร่วมมือ ADD) ครั้งที่ 8 (Abu Dhabi Dialogue Eighth Ministeriat Declaration) (ร่างปฏิญญาร่วมฯ) ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างปฏิญญาร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กระทรวงแรงงาน (รง.) ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย          

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงแรงงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมของ
การประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue (กรอบความร่วมมือ ADD) ครั้งที่ 8 (ร่างปฏิญญาร่วมฯ) ซึ่งสำนักเลขาธิการกรอบความร่วมมือ ADD ได้นำเสนอระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือ ADD ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และภายหลังการประชุมได้เสนอร่างปฏิญญาร่วมฯ ผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมและรับรองร่างปฏิญญาร่วมฯ ก่อนนำไปใช้ปฏิบัติเป็นแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศต้นทางผู้ส่งออกแรงงานและประเทศปลายทางผู้รับแรงงาน

                   2. ร่างปฏิญญาร่วมฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือที่ประเทศสมาชิก กรอบความร่วมมือ ADD จะให้ความสำคัญต่อไปในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการเคลื่อนย้ายแรงงานในกรอบความร่วมมือเอเชียและกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ การเคลื่อนย้ายแรงงานและทักษะเพื่อ
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา [กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)] พิจารณาแล้ว ไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างปฏิญญาร่วมฯ และเห็นว่าร่างปฏิญญาร่วมฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แต่งตั้ง

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                  คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนออนุมัติแต่งตั้ง นางสาวกำไล อ่างแก้ว ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

24. เรื่อง ขออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ก.พ.) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

25. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ รวม 7 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

                   1. นายประสิทธิ์ วัฒนาภา  ประธานกรรมการ

                   2. นายวิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   3. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   4. นายปรีชา พันธุ์ติเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   5. นายดิลก ภิยโยทัย  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   6. นายปกรณ์ สุขุม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   7. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

26. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (กระทรวงแรงงาน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

               1. นางโสภา เกียรตินิรชา                 ประธานกรรมการ

                2. นายวรพนธ์ ตันติวันรัตน์               กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง

                3. นายธีระวิทย์ วงศ์เพชร                กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

                4. นายอนุชา เศรษฐเสถียร               กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                5. นายสมภพ ปราบณรงค์                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                6. นางสาวจรสพร เฉลิมเตียรณ           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

27. เรื่อง  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระทั้งคณะ ดังนี้ 

1) นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์  ประธานกรรมการ 

2) นายวิรัตน์ ธัชศฤงคารสกุล  กรรมการ

3) นายกริชเพชร ชัยช่วย (ผู้แทนกระทรวงคมนาคม)  กรรมการ

4) นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์  กรรมการ

5) นายปกรณ์ อาภาพันธุ์  กรรมการ

6) นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป  กรรมการ

7) รองศาสตราจารย์ศศิวิมล  มีอำพล กรรมการ

8) นางแพตริเซีย มงคลวนิช  (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

Leave a comment