ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

1 ก.ค. 2569 08:48 น.

ทรัมป์แจ้งรายได้คริปโต ทะลุ 4.5 หมื่นล้านบาท ถูกจับตาผลประโยชน์ทับซ้อน

เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิตัลคริปโตมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 หลังเดินหน้านโยบายหนุนสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยแบบแสดงรายการทรัพย์สินและรายได้ประจำปีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ โดยเอกสารความยาว 927 หน้า ระบุว่า ทรัมป์มีรายได้จากธุรกิจสกุลเงินดิจิทัลรวมมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 45,500 ล้านบาท

เอกสารระบุว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับบุตรชาย ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” เป็นการแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

โดยการเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทรัมป์ได้ผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโตของโลก นอกจากนี้รัฐบาลของทรัมป์ยังประกาศจัดตั้ง กองทุนสำรองคริปโตเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงจัดการประชุมด้านคริปโตที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการดำเนินคดีกับ คอยน์เบส (Coinbase) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตในสมัยรัฐบาลก่อน ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามจากฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ว่า นโยบายของรัฐบาลอาจเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่ทรัมป์มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ด้วย.

ที่มา Aljazeera

Leave a comment