มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

1 ก.ค. 2569 11:33 น.

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนมิถุนายนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญ บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้อุณหภูมิทั้งในมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศโลกพุ่งสูงขึ้นอีก

ข้อมูลจาก โครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ 20.98 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2024

นอกจากนี้ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าสถิติสูงสุดของช่วงเดียวกันในปี 2024 เพียงเล็กน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกยังเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลที่ยืดเยื้อ

คาร์โล บวนเตมโป ผู้อำนวยการ โครงการโคเปอร์นิคัส ไคลเมต เชนจ์ เซอร์วิสกล่าวว่า สภาพมหาสมุทรในปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงใหม่ที่โลกยังไม่เคยเผชิญมาก่อน

เขาระบุว่าเมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ และมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระยะอันใกล้ โลกมีโอกาสเห็นการทำลายสถิติอุณหภูมิอีกหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีการปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบกระแสลม เมฆ และสภาพอากาศทั่วโลก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ น้ำท่วมรุนแรงในเปรู ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา ไฟป่าในออสเตรเลีย รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

ด้าน ไซมอน ฟาน เกนนิป นักสมุทรศาสตร์อาวุโสของโครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส กล่าวว่า ปี 2026 มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้ โดยมีทั้งอิทธิพลของเอลนีโญและการสะสมก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ

รายงานฉบับนี้มีขึ้นหลังจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเตือนว่า มหาสมุทรของโลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ทวีความรุนแรง เนื่องจากอุณหภูมิของทะเลเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่เคย

มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาประมาณ 90%

อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น จะทำให้มีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เพิ่มพลังให้กับพายุหมุนเขตร้อนและฝนตกหนัก อีกทั้งน้ำทะเลที่ร้อนยังขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อแนวปะการัง ซึ่งอาจเกิดภาวะฟอกขาวและตายลงจากคลื่นความร้อนในทะเลที่ยาวนาน

ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 คลื่นความร้อนในทะเลได้แผ่ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 82% ของมหาสมุทรทั่วโลก ถือเป็นระดับสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2024

คลื่นความร้อนในทะเล คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล สภาพอากาศ และทำให้สัตว์ทะเลจำนวนมากเสี่ยงต่อการตาย

รายงานยังระบุว่า ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนสูงถึง 24.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2025 โดยกว่า 98% ของพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี

ขณะที่สถาบันด้านภูมิอากาศของสเปนเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนในทะเลบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือได้สร้างสถิติความรุนแรงสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังยุโรปเพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทำสถิติใหม่

ส่วนบริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 27.26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยพื้นที่ที่ร้อนผิดปกติมากที่สุดอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตก เส้นศูนย์สูตร รวมถึงนอกชายฝั่งประเทศเปรูและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป โลกอาจต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก.

ที่มา :channelnewsasia

Leave a comment