ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

1 ก.ค. 2569 05:40 น.

ออสเตรเลียฟ้อง Amazon ชี้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการ

ทางการออสเตรเลียยื่นฟ้องร้องบริษัท Amazon โดยกล่าวหาว่า ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านราย ด้วยการบังคับให้จ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลี่ยงโฆษณาที่แต่เดิมไม่เคยมี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มิ.ย. 2569 ว่า หน่วยงานกำกับดูแลผู้บริโภคของออสเตรเลียได้ยื่นฟ้องบริษัท แอมะซอน (Amazon) โดยอ้างว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ได้ใส่โฆษณาเข้ามาในบริการ “ไพรม์ วิดีโอ” (Prime Video) โดยใช้ข้อสัญญาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรม

คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (ACCC) ระบุว่า แอมะซอนได้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจากการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบริการรายปีมากกว่าหนึ่งล้านราย ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2568

“ผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงโฆษณาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อคงบริการในรูปแบบเดิมที่พวกเขาได้ลงทะเบียนสมัครไว้ตั้งแต่แรก” จีนา แคสส์-ก็อตต์ลีบ ประธาน ACCC กล่าว

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ Prime Video เป็นบริการสตรีมมิ่งแบบไม่มีโฆษณาคั่น ซึ่งรวมอยู่ในแพ็กเกจสมาชิก Amazon Prime ซึ่งขายเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรดของบริการจัดส่งสินค้า ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัท

บริการ Prime เริ่มเปิดตัวในออสเตรเลียเมื่อปี 2561 แต่แอมะซอนเริ่มเปิดระบบโฆษณาในบริการนี้ทั่วโลกในปี 2567 และแจ้งแก่ผู้สมัครบริการในออสเตรเลียว่า หากต้องการใช้บริการแบบไม่มีโฆษณาต่อไป จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในแต่ละเดือน ส่งผลให้ราคาต่อเดือนพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.99 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ณ จุดนั้น ACCC ระบุว่ามีประชาชนในออสเตรเลียมากกว่า 850,000 คนที่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับค่าบริการ Prime แบบรายปีไปแล้ว

“ผู้สมัครบริการเหล่านั้นกลับได้รับบริการ Prime Video ที่ถูกลดคุณภาพลงและมีโฆษณาคั่นตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอายุสัญญาที่จ่ายเงินล่วงหน้าไป เว้นแต่พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตัวเลือกแบบไม่มีโฆษณา” ACCC ระบุเพิ่มเติมในเอกสารยื่นฟ้อง

ACCC ระบุว่า แอมะซอนกระทำการดังกล่าวโดยอาศัยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 5 ข้อในสัญญาที่ทำกับลูกค้ามากกว่าหนึ่งล้านราย ซึ่งลงนามระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2566 ถึง 18 ส.ค. 2568

“สัญญาเหล่านั้นรวมข้อกำหนด 5 ข้อที่อนุญาตให้ [แอมะซอน ออสเตรเลีย] สามารถเปลี่ยนแปลงบริการของตนฝ่ายเดียวในลักษณะที่ส่งผลเสียอย่างร้ายแรง (ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงบริการ Prime Video) ตลอดจนข้อกำหนดที่ควบคุมบริการเหล่านั้น โดยที่ผู้สมัครบริการไม่มีสิทธิ์ตามสัญญาในการได้รับเงินคืนหรือการชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อแต่อย่างใด” ACCC ระบุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้ใช้บริการของแอมะซอนถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ได้ดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอมะซอน จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทแอบสมัครบริการ Prime ให้ผู้บริโภคโดยที่พวกเขาไม่ได้ยินยอม และจงใจทำให้ขั้นตอนการยกเลิกสมาชิกมีความยุ่งยากซับซ้อน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แอมะซอนเพิ่งตกลงที่จะจ่ายค่าปรับให้แก่ FTC เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าบริษัทได้สร้างกระบวนการที่ “ซับซ้อนและทารุณทางจิตใจราวกับหลุดมาจากนิยายของคาฟคา” สำหรับผู้ที่เป็นเหยื่อของการฉ้อโกงช้อปปิ้งออนไลน์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษก็เข้ามาตรวจสอบวิธีการจัดอันดับสินค้าเพื่อลงโฆษณาขายของแอมะซอน รวมถึงปัญหาการแพร่ระบาดของรีวิวสินค้าปลอมบนแพลตฟอร์มเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Leave a comment