
3 ก.ค. 2569 11:04 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก
ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตำรวจยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจ ขณะที่องค์กรรณรงค์เพื่อทิเบตและสื่อของชาวทิเบตพลัดถิ่นระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นนักเคลื่อนไหวชาวทิเบตที่ก่อเหตุเพื่อเรียกร้องเอกราชและประท้วงนโยบายของจีนต่อทิเบต
สำนักงานตำรวจนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 18.32 น. วานนี้ (2 ก.ค.) ว่ามีชายคนหนึ่งจุดไฟเผาตัวเองที่บริเวณหัวมุมถนนสาย 2 ตัดกับถนนสาย 42 ซึ่งอยู่ใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากทนพิษบาดแผลไฟไหม้รุนแรงไม่ไหว ขณะนี้ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังไม่ได้ประกาศชื่อผู้เสียชีวิตรวมถึงแรงจูงใจอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สื่อของกลุ่มชาวทิเบตพลัดถิ่น “Voice of Tibet” และกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตว่าคือ นายลอกบา รังเซน นักรณรงค์เพื่อทิเบต ซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถอูเบอร์ในนครนิวยอร์ก โดยรายงานระบุว่าเขาได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับธงชาติทิเบต และได้ทำการถ่ายทอดสด เรียกร้องเอกราชและความสามัคคีของชาวทิเบต ก่อนจะตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง
ด้าน เทนโช กยาตโซ ประธานรณรงค์เพื่อทิเบตสากล (International Campaign for Tibet) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยกย่องนายรังเซนว่าเป็นนักเคลื่อนไหวที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่ออุทิศตนให้กับการสร้างความตระหนักรู้ด้านวิกฤตสิทธิมนุษยชนในทิเบตอย่างสันติมาโดยตลอด
กลุ่มนักเคลื่อนไหวเปิดเผยว่า สาเหตุทำให้นายรังเซนตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว เนื่องจากเขาเกิดความโกรธแค้นต่อมาตรการข้อบังคับที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะ “กฎหมายส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ของจีนที่มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจทางกฎหมายแก่รัฐบาลจีนในการดำเนินการกับบุคคลที่อยู่นอกประเทศได้
รัฐบาลจีนอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ร่วมกัน” ของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยทั้ง 55 กลุ่มในประเทศ ซึ่งรวมถึงชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต่างแสดงความกังวลว่า กฎหมายนี้เป็นเพียงเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และทำลายวัฒนธรรมรวมถึงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีน
จีนได้เข้าควบคุมทิเบตตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งทางการจีนเรียกว่าเป็น “การปลดปล่อยอย่างสันติ” จากระบบศักดินา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวทิเบตพลัดถิ่นกลับประณามว่าเป็นการปกครองที่กดขี่ โดยองค์กรดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณวัย 90 ปีของทิเบต ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศอินเดียตั้งแต่ปี 1959 หลังจากกองทัพจีนเข้าปราบปรามการลุกฮือในเมืองลาซา
ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในประเทศจีน โดยเฉพาะนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2012 รัฐบาลจีนได้เพิ่มการควบคุมเชิงสถาบันและความมั่นคงในทิเบตอย่างเข้มงวด มีการเฝ้าระวังอย่างหนักต่อสัญญาณใดๆ ที่อาจส่อถึงการ “แบ่งแยกดินแดน”
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์เพื่อทิเบตสากล ระบุว่า ระหว่างปี 2009 ถึง 2022 มีชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงนโยบายของจีนแล้วมากกว่า 150 ราย และมีผู้ก่อเหตุในลักษณะนี้ขณะลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศแล้วจำนวน 10 ราย ขณะที่สหประชาชาติยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักงานใหญ่ในครั้งนี้.
ที่มา Reuters / AFP