ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก กรณีเบิกเงินบูรณวัดไทยเดนมาร์ก-วัดป่าพุทธาคยา ที่อินเดีย ไม่ชอบกฎหมาย ชี้อยู่ต่างแดนไม่ถือเป็นวัด ไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินอุดหนุน ฟันอาญา-วินัย จี้สำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกรวม 4 ราย กรณีร่วมกันอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ปีงบประมาณ 2555 -2556 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากการไต่สวนปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2555 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ ได้เสนอบันทึกขออนุมัติการจ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดสรรอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์กจำนวน 3,000,000 บาท

ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สั่งการ โดยนายเฉลิมพล เป็นผู้พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้มีการพิจารณาและลงนามในบันทึกเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2555 กำหนด 

ส่วนในปีงบประมาณ 2556 นั้น นายวสวัตติ์ ได้มีการเสนอขออนุมัติใช้จ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์ทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารและวัดป่าพุทธคยา สาธารณ รัฐอินเดีย วัดละ 2,500,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพลเป็นผู้เสนอ และนายนพรัตน์พิจารณาและอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยและไม่ถือเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้จึงเป็นการอนุมัติเงินจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 255-2556 ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจำนวน 8,000,000 บาท  

ป.ป.ช.พิจารณาและมีมติชี้มูลการกระทำของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, นายพนม ศรศิลป์, นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมายต่อไปและส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเอาผิดทางวินัยและแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายวิชัย ทิพรักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยจากการไต่สวนพบว่านายวิชัยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่างปี 2555-2563 มีรายได้ตามแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภ.ง.ด.91 รวมเป็นเงิน 3,786,733.54 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเองและคู่สมรสรวมเป็นเงิน 1,082,080.80 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในชื่อนายวิชัย ทิพรักษ์ 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 306,000 บาท เงินฝากในชื่อนางรติมา ทิพรักษ์ ซึ่งเป็นคู่สมรสจำนวน 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 776,070.80 บาท ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความร่ำรวยผิดปกติในส่วนของทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติจำนวน 1,082,070.80 บาท

โดยให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมข้อสรุปข้อเท็จจริงไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสั่งลงโทษไล่ออกภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยมีอำนาจสั่งไล่ออกหรือดำเนินการถอดถอนได้โดยไม่ต้องสอบสวนหรือขอมติจากคณะรัฐมนตรีหรือความเห็นชอบจากองค์กรบริหารงานบุคคล และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วนขอให้ศาลบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาภายในระยะเวลา 10 ปี 

Leave a comment