
นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง
วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง
นายกฯ เยือนกรุงเก่าเปิดโครงการ “สินเชื่อธ.ก.ส.ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระชีวิต-ลดต้นทุนผลิตบอกชาวอยุธยา 7 โครงการชลประทาน หวังทุเลาน้ำท่วม โวอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง ด้าน”ไหม”ปัดนั่ง “นายกฯ สำรอง” หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ลั่นหากเป็นเช่นนั้นต้องมีโปรย้ายค่ายมหึมา มองต้องเกิดความขัดแย้งในพรรคแกนนำ รบ.มากกว่า กม.สำคัญไม่ผ่าน เหน็บหากจะใช้ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องมาจากคนที่มีความละอายใจสูง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดตัว”โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต”ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ร่วมเป็นเกียรติ
นายกฯเปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาส มีวาสนา มาพบกับพี่น้องประชาชนที่อำเภอบางบาลแห่งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วมและรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงทุกคนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วันนี้พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องของด้านการเกษตร วันนี้ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม เรามาเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้
สร้างฟลัดเวย์เลิกเยียวยา5หมื่นล้าน
“สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเราต้องทำให้พี่น้องทำเกษตรกรทั้งหลายมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้ไปตกปลาที่จะทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง แต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสภาพน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วม ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ ยิ่งฝนไม่ตกแล้วเราจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเราเป็นอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อฝนตกแล้ว เราต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้คือ กรมชลประทานก็ออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก แต่รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุการณ์ภัยตลอด 45ปีแล้วและปีหลังๆภัยมันเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินประมาณเฉลี่ย 50,000ล้าน 6ปี 300,000ล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ อย่างเช่น เอาง่าย ๆ เลยที่มีอยู่ในโครงการอยู่แล้ว ใช้เงินหลัก 1,000ล้านบาท”นายกฯกล่าว
ย้ำ‘ไทยช่วยไทยพลัส’กระตุ้นศก.
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานก็มีโครงการอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยเนี่ยเป็นไปไม่ได้ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะต้องมีวิธีการมาทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เมื่อเรามาเห็นสภาพปุ๊บ เราก็ต้องเร่งแก้ไขผลักดันสนับสนุนเต็มที่ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลงไปจนถึงปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพฯจะได้รับอานิสงส์จากโครงการที่เราจะทำในเรื่องของชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนที่มันล้นก็ระบายออกไป ส่วนที่ต้องใช้ก็หาที่เก็บกักเอาไว้ เราทำงานร่วมกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมา คือ เกิดการจับจ่ายใช้สอยงมากมาย ขายของได้มากขึ้น อานุสงค์ที่เราใช้คำว่า ไทยช่วยไทยพลัส มันไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน
ฟลัดเวย์แก้น้ำท่วมเหมือนในอดีต
เวลา11.35น.ที่จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการฟลัดเวย์ (Floodway) เพื่อป้องกันอุทกภัย จ.อยุธยา ว่า โครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าจากปัจจัยแทรกซ้อนหลายประการ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 อุทกภัย อุบัติภัยและปัญหาสงคราม โครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับขั้นตอน หากโครงการลำดับแรกยังไม่แล้วเสร็จจนเป็นอุปสรรคต่อโครงการถัดไป จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น
ในส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างนั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาในระยะยาว เนื่องจากทุกปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า30,000-40,000ล้านบาท สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน3วัน ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาลงทุนในโครงสร้างถาวรจะเกิดประโยชน์มากกว่า ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรในการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ แต่ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินออกสู่ทะเลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมือง โครงการในหลายพื้นที่ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว อาทิ โครงการที่ อ.บางบาล ซึ่งมีถึง 7โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เข้ามาก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและชุมชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นการบูรณาการภาพป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ
กมธ.งบฯ70เดินเครื่องถกงบกลาง
เวลา09.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ คนที่2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาในรายละเอียดส่วนของมาตรา 6 งบกลาง ซึ่งได้พิจารณาภาพรวมข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ งบประมาณรายจ่ายภาพรวม และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง
‘ศิริกัญญา‘เตรียมตัด1.2หมื่นล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาส่วนของงบกลาง กมธ.ได้ซักถามต่อประเด็นค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เสนอขอจัดสรร รวม1.2หมื่นล้านบาท โดยช่วงหนึ่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ.อภิปรายว่า วันที่ 9ก.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งต้องรอดูว่าจะผ่านหรือไม่ โดยในรายละเอียดที่มีแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2แสนล้านบาท หากถูกพิจารณา ตนจะขอตัดงบกลางในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดีในการชี้แจงของตัวแทนสำนักงบประมาณ ระบุว่าการตั้งงบประมาณเพื่ใช้จ่ายแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกะทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เป็นการจัดในลักษณะแมชชิ่งฟันด์ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้ขอจัดสรรตามเหตุผลและความจำเป็น ทั้งนี้ในส่วนของงบเพื่อรองรับผลกระทบราคาพลังงาน แม้กำหนดวัตถุประสงค์ค่าใช้จ่าย แต่ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบโดยตรง โดยในรายการที่ตั้งไว้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการได้
อนุมัติหมื่นล้านเยียวยาสู้รบเขมร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากประเด็นค่าใช้จ่ายด้านวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงานแล้ว กมธ.ยังสอบถามถึงการใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาเหตุการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตัวแทนสำนักงบประมาณชี้แจงว่า งบที่ใช้เยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมามีผลกระทบ 3 กลุ่ม ได้แก่ ตามแผนเผชิญเหตุ ที่กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สต.ช.) ดูแล มีวงเงิน 7,728 ล้านบาท กลุ่มเยียวยาผู้ประสบภัย ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดูแล มีวงเงิน 1,700 ล้านบาทและกลุ่มเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ กระทรวงกลาโหม ดูแล มีวงเงิน 452ล้านบาท มูลค่ารวม 9,880ล้านบาท โดยขณะนี้อนุมัติออกไปทั้งหมดแล้ว
‘ไหม’ปัดข่าวมือวางนายกฯสำรอง
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคปชน.ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวนายกรัฐมนตรีสำรอง อักษรย่อ ศ.จากพรรคสีน้ำเงินรอเสียบหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง โดยมีบางคนมองว่า อาจเป็น น.ส.ศิริกัญญา ว่า หากจะเป็นจริงต้องมีโปรย้ายอย่างค่ายมหึมา ฉะนั้น คงไม่ใช่ ตนคิดว่าคนที่ปล่อยข่าวอาจจะไม่ได้ดูเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถจะเสนอรายชื่อนอกเหนือจากแคนดิเดตที่มีการเสนอชื่อไว้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะมีช่องทางอื่นแต่ก็ต้องไปสุดทางแล้วจริงๆ จึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเป็นข่าวลือมากกว่า
ชี้ต้นตอข่าวพรรครบ.ขัดแย้งกันเอง
เมื่อถามว่า มองว่าอาจจะมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นหรือไม่ จึงทำให้มีกระแสข่าวเช่นนี้ออกมา น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตนมองว่าหากจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอาจจะเป็นความขัดแย้งภายในของพรรคแกนนำรัฐบาลมากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งอื่นที่จะสามารถเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้ หากพรรคร่วมรัฐบาลย้ายค่ายหรือย้ายฝั่งกันก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการเตรียมนายกรัฐมนตรีสำรองกันเช่นนี้ ย้ำว่าตนคิดว่าเป็นความขัดแย้งของพรรคแกนนำรัฐบาลมากกว่าเหมือนที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีความขัดแย้งกันระหว่างหัวหน้าพรรคและผู้นำจิตวิญญาณพรรค
ไม่ใช่มาจากเรื่องพรก.กู้เงิน4แสนล้าน
เมื่อถามย้ำว่า มองว่าจะมีเหตุการณ์เช่น งบประมาณไม่ผ่านจนทำให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้หรือกฎหมายสำคัญไม่ผ่าน สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องใช้ความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งจะต้องมาจากคนที่มีความละอายใจค่อนข้างสูง จึงจะลาออกด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนั้น แต่ตนคิดว่าเราไม่ค่อยเห็นสิ่งนี้ในการเมืองไทยเท่าไหร่ กับการที่จะมีนายกรัฐมนตรีคนไหนลาออก เพราะตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าสาเหตุสำคัญคือความขัดแย้งภายในเป็นหลักมากกว่า หรือหากจะมีเหตุที่เปลี่ยนแปลงอะไรก็เป็นความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า ซึ่งเรื่องงบประมาณก็เป็นสัญญาณหนึ่งเหมือนกัน
โพสเฟซบุ๊กย้ำชัดไม่ใช่คนอักษร’ศ ‘
“เข้าใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ที่ถูกปรับลดงบประมาณก็อาจจะเกิดความไม่พอใจกันบ้าง เพราะบางรายการถูกปรับโดยที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้และงบประมาณเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วหนึ่งรอบ เมื่อไปรับฟังความเห็นแล้วก็จะสามารถมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขไส้ในได้อีกหนึ่งรอบ แต่ด้วยความที่รอบนี้ปฏิทินอาจจะแน่นหรืออย่างไรก็ตาม มันไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรเลยหลังจากนั้น จึงทำให้หลายรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกปรับลดงบประมาณลงไปค่อนข้างมากนั้น ไม่มีโอกาสได้แก้ไขในส่วนนั้น ซึ่งความขัดแย้งในลักษณะนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่การจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ศิริกัญญา ได้แชร์โพสต์จากสำนักข่าวที่รายงานข่าวดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กพร้อมระบุข้อความว่า “ในฐานะที่เป็น ศ.เดียวในลิสต์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ดิฉันค่ะ”