‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

'เอกนิติ'สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

“เอกนิติ”ขอทบทวนสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใหม่ หลังพบข้อมูลเก่า 5 ปี มีผู้มีรายได้เพิ่ม-ผู้เสียชีวิตเพียบ ก่อนเสนอเข้าครม.ไม่สนตัวเลขยอดผู้มีสิทธิ์เพราะต้องการอุ้มเฉพาะคนเดือดร้อน ย้ำประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบอก 2 เดือนไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5 แสนล้าน เหตุราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ชี้หากศาลไม่สั่งระงับการใช้เงินกู้ พร้อมเดินหน้าใช้ในการลงทุน 3 ด้านทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขนส่ง และเตรียมความพร้อมบุคลากร เพิ่มขีดแข่งขันคนไทย

วันที่ 4 กรกฎาคม ที่รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต

เร่งเดินหน้า3งานหลัก

นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering)ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้

2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)

3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่นโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ นอกจากนี้จะมีการใช้เม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเยียวยาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

ทบทวนบัตรคนจน

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวนกลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจ ประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิม ที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านราย พบทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ พร้อมรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน ประมาณ1 ล้านราย ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้านราย ไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริง

ส่วนจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่นั้น ขอรันข้อมูลก่อน เบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิ์จะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริง เพราะเวลาลงพื้นที่ ก็เห็นใจคนที่เดือดร้อนผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราต้องดูแลไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่

นายเอกนิติ ตอบถึงกระแสข่าวว่ามีนายกสำรองอักษรย่อ “ศ” รอเสียบ หากเกิดเหตุอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนไม่ทราบจริงๆ ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ โดยผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าอาจจะเป็นอักษรย่อ “อ” ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เศกนิติ”

รถไฟฟ้าได้อานิสงส์60/40

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) และบริษัทผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร ทั้ง 4 สาย ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม(MRT สายสีม่วง) บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) และบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรลจำกัด (NBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารในรอบเดือนมิถุนายน 2569 ของรถไฟฟ้า MRTทั้ง 4 สาย เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าดำเนินโครงการในรอบเดือนพฤษภาคม 2569 ดังนี้

รถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยเพิ่มในสัดส่วนสูงสุด จากเดิม 61,257 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 69,299 คนต่อวัน คิดเป็น +13.13%

รองลงมาคือ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยจากเดิม 58,456 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 64,150 คนต่อวัน คิดเป็น +9.74% รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 43,014 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 46,810 คนต่อวัน คิดเป็น +8.82%

และรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 384,764 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 411,105 คนต่อวัน คิดเป็น +6.85% (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569) โดยเมื่อตรวจสอบรายงานการชำระเงินค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ตามโครงการได้รับเงินสนับสนุนค่าโดยสารจากรัฐแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 35 ล้านบาท อันสะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามนโยบายรัฐบาลที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนได้จริง ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางมาใช้ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ตอบสนองทั้งด้านความสะดวก ปลอดภัย และประหยัดให้แก่ผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

เช็ครายละเอียดจากMRT

สำหรับประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว(Single Journey Ticket) ประเภทบุคคลทั่วไป และผู้สูงอายุ เพื่อเดินทางภายในระบบรถไฟฟ้า MRT ต่อเนื่องได้จนถึงสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยแจ้งขอใช้สิทธิที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย และชำระค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% และประชาชนชำระเอง 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โทร. 02-1111122(กด 2 สำหรับประชาชน และกด 3 สำหรับร้านค้า) ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โทร.085-8427102-9 ในวันและเวลาราชการ

Leave a comment