สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี  "โทมาฮอว์ก" ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

9 ก.ค. 2569 16:12 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

“ฟรีดริช แมร์ซ” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้แก่เยอรมนีแล้ว หลังบรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี โดยระบุว่าจะช่วยเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและอุดช่องว่างด้านยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แถลงต่อต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (9 ก.ค.) ว่า เยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การนาโต ที่กรุงอังการา ในการจัดซื้อขีปนาวุธร่อนระยะไกลแบบ “โทมาฮอว์ก” เพื่อนำมาประจำการในประเทศอย่างเป็นทางการ

“เราได้ตกลงกับรัฐบาลอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกาจะถูกจัดซื้อโดยเราและนำมาประจำการในเยอรมนี” นายกรัฐมนตรีแมร์ซกล่าวว่า “ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในระบบป้องกันประเทศของเรา และในขณะเดียวกัน เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอาวุธของยุโรปเองเพื่อนำมาประจำการในภาคพื้นทวีปต่อไป”

ข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกสถานการณ์ หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีแมร์ซเคยส่งสัญญาณว่า แผนการประจำการขีปนาวุธโทมาฮอว์กในเยอรมนี ซึ่งริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2024 อาจต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงจากการสนับสนุนสงครามในยูเครนและอิหร่าน ประกอบกับเกิดการปะทะคารมอย่างรุนแรงระหว่างนายแมร์ซและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสงครามในอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์เคยออกมาวิจารณ์ว่าแมร์ซทำหน้าที่ผู้นำเยอรมนีได้ “ย่ำแย่มาก” อย่างไรก็ตาม การเจรจาล่าสุดส่งผลให้ดีลนี้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งในฐานะทางเลือกใหม่

กระทรวงกลาโหมของเยอรมนีระบุว่า การนำขีปนาวุธโทมาฮอว์กซึ่งมีพิสัยการยิงไกลตั้งแต่ 1,600 ไปจนถึง 2,500 กิโลเมตร และมักยิงจากเรือดำน้ำหรือเรือรบ มาประจำการบนภาคพื้นดินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

ย้อนกลับไปในปี 2024 ทางการเยอรมนีเคยแสดงความกังวลอย่างหนักหลังจากรัสเซียได้นำขีปนาวุธ “อิสกันเดอร์” (Iskander) ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ไปประจำการในพื้นที่แคว้นคาลินินกราด รวมถึงการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินชาล” (Kinzhal) และประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเบลารุส ซึ่งการที่อาวุธของรัสเซียมีรัศมีทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร ถือเป็นการคุกคามยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรง ทำให้นาโตจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ

ในปัจจุบัน ชาติพันธมิตรนาโตในฝั่งยุโรปยังไม่มีอาวุธพิสัยกลางเป็นของตนเอง ดังนั้น การซื้อโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ จึงเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ ในขณะที่แผนระยะกลางและระยะยาว ชาติยุโรปได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของยุโรป (ELSA) ซึ่งเริ่มขึ้นในการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันเมื่อปี 2024

โครงการ ELSA เป็นความร่วมมือของพันธมิตรยุโรปหลายประเทศในการวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธร่อนนำวิถีที่มีพิสัยการโจมตีแม่นยำสูงระยะไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร ขึ้นมาเอง เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงของข้าศึก และเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารจากสหรัฐฯ ในอนาคต

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ติดอาวุธพิสัยกลางในยุโรปกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 1987 โดยอดีต ปธน. โรนัลด์ เรแกน และนายมิฮาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเคยสั่งห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายครอบครองและประจำการขีปนาวุธทางยุทธวิธีภาคพื้นดินที่มีพิสัยยิง 500 ถึง 5,500 กิโลเมตร ได้ล่มสลายลงในปี 2019 หลังจากสหรัฐฯ และนาโตกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการพัฒนาขีปนาวุธรุ่นใหม่เลขรหัส 9M729 จนเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาดังกล่าวในที่สุด.

ที่มา  DW / ZDFheute

Leave a comment