
13 ก.ค. 2569 15:44 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ศาลสิงคโปร์เลื่อนพิจารณาคดีวัยรุ่นฝรั่งเศส “เลียหลอดตู้กดน้ำส้ม” รอพิจารณาวีซ่านักเรียน
วัยรุ่นชายฝรั่งเศสวัย 19 ปี ผู้ตกเป็นจำเลยจากคดีอัดคลิปวิดีโอ “เลียหลอด” ในตู้กดน้ำส้มหยอดเหรียญแล้วใส่กลับคืนที่เดิมในสิงคโปร์ เดินทางมาขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามนัด แต่อัยการสั่งเลื่อนการพิพากษาออกไปเป็นปลายเดือนนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่าอาจต้องเพิกถอนวีซ่านักเรียนหลังถูกตัดสินความผิด
ศาลสิงคโปร์มีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีของ นายดีดีเญร์ กัสปาร์ โอเวน แมกซิมิเลียน นักศึกษาชาวฝรั่งเศสวัย 19 ปี ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีโพสต์คลิปวิดีโอขณะเลียหลอดดูดน้ำจากตู้จำหน่ายน้ำส้มอัตโนมัติของบริษัท iJooz ก่อนนำหลอดกลับไปใส่ในช่องเดิม ภายในศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา
เดิมผู้ต้องหามีกำหนดรับสารภาพต่อศาลในวันที่ 13 กรกฎาคม แต่ฝ่ายอัยการยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาออกไป โดยระบุว่ากำลังประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจของสิงคโปร์ (ICA) เพื่อตรวจสอบว่า หากจำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิด วีซ่านักเรียนของเขาจะถูกเพิกถอนหรือไม่
อัยการระบุว่า ผลการพิจารณาของ ICA อาจส่งผลต่อแนวทางการขอให้ศาลกำหนดโทษ จึงจำเป็นต้องขอเลื่อนคดีออกไป ขณะที่ศาลกำหนดวันนัดรับสารภาพใหม่เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม
นายแมกซิมิเลียนถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 2 ข้อหา ได้แก่ ก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ และ ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หลังถูกกล่าวหาว่าเลียหลอดจากตู้จำหน่ายน้ำส้มของ iJooz แล้วนำกลับไปไว้ในเครื่อง พร้อมโพสต์คลิปเหตุการณ์ลงในสตอรี่ของอินสตาแกรม
จากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัท iJooz ต้องเปลี่ยนหลอดทั้งหมด 500 หลอด ภายในตู้จำหน่าย และดำเนินการฆ่าเชื้อเครื่องทั้งหมด พร้อมเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบริษัทประกาศว่าจะปรับปรุงระบบตู้จำหน่ายสินค้าให้มีมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น เปลี่ยนมาใช้หลอดที่บรรจุแยกเป็นซอง และออกแบบช่องจ่ายหลอดให้สามารถเปิดได้เฉพาะหลังลูกค้าชำระเงินแล้วเท่านั้น
ผู้ต้องหาเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยฝ่ายจำเลยชี้แจงว่า เขาไม่ได้เดินทางมาสิงคโปร์ในฐานะนักศึกษาแลกเปลี่ยน แต่ถือวีซ่านักเรียน และกำลังศึกษาที่สถาบันธุรกิจเอสเซค ซึ่งหลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปีนี้ หากไม่สามารถเดินทางกลับได้ก็อาจไม่สามารถสำเร็จการศึกษา
ฝ่ายจำเลยยังขอให้ศาลพิจารณาใช้มาตรการคุมประพฤติแทนการลงโทษจำคุก โดยระบุว่าหากศาลสั่งจัดทำรายงานประเมินความเหมาะสมในการคุมประพฤติ ก็พร้อมให้ความร่วมมือ และจะพยายามจัดตารางเดินทางเพื่อกลับมารายงานตัวตามที่ศาลกำหนด
ก่อนหน้านี้ สถาบันธุรกิจเอสเซคออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนภายในตามระเบียบของสถาบัน
ตามกฎหมายสิงคโปร์ ความผิดฐานทำให้ทรัพย์สินเสียหาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ มีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายด้านความสะอาดและระเบียบสาธารณะอย่างเข้มงวด โดยมีบทลงโทษรุนแรงต่อพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและความเป็นระเบียบของสังคม รวมถึงการทิ้งขยะ การทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณสุข.
ที่มา CNA / Associated Press