
อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง
วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.
‘อัครนันท์’ ขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเองเพื่อรักษา KPI ลั่นจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งจับมือคุรุสภายึดใบอนุญาตถาวร พร้อมเปิดตัว ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์’ และดึงทราฟฟี่ฟองดูว์รับเรื่องร้องเรียนแบบปิดชื่อ มั่นใจ โปร่งใสและปลอดภัยขึ้นแน่นอน
วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงปัญหาการล่วงละเมิดระหว่างครูและนักเรียนในหลายพื้นที่ ว่า มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ซึ่งช่วงนี้อาจมีจำนวนมาก โดยในทุกกรณีก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง รวมถึงการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ได้มีโอกาสพูดคุยกับเลขาธิการคุรุสภาเพื่อดำเนินการยึดใบอนุญาตถาวร
เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าขณะนี้โรงเรียนไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก นายอัครนันท์ กล่าวว่า ขออภัย โดยในยุคปัจจุบันโซเชียลมีความใกล้ชิดกับคนมากขึ้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีศูนย์พิทักษ์สิทธิ์และเสรีภาพ ที่จะมีการเปิดตัวในเดือน ก.ย.นี้ ก่อนลงพื้นที่สร้างความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์
ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีการส่งเรื่องร้องเรียนมาจำนวนมากขึ้น และทางกระทรวงเร่งดำเนินการแก้ พร้อมกับยังระบุอีกว่า หากศูนย์นี้เดินหน้าก็จะเกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบและแก้ปัญหา ดังนั้นวันนี้ในหลายๆกรณีมีความพยายามติดต่อผ่านอินฟูลเอนเซอร์ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีการร้องผ่านกระบวนการของกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อถามว่า ปัจจุบันผู้เสียหายหันไปพึ่งหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนเข้าใจ ต้องยอมรับว่า ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาในโรงเรียน ผู้อำนวยการไม่อยากเปิดเผย และพยายามจัดการปัญหากันภายใน ซึ่งตนมองว่า ไม่เกิดการแก้ไขปัญหาและมองว่าการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกเป็นเรื่องที่ดี พร้อมกล่าวว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่จะต้องทำอย่างไรให้การบังคับใช้กฎหมาย และใช้บังคับการเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
เมื่อถามว่า จะมีการปกป้องผู้เสียหายที่แจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างไร นายอัครนันท์ กล่าวว่า เราใช้แอพพลิเคชั่นทราฟฟี่ฟองดูว์ ซึ่งเมื่อก่อนการแจ้งเนื้อหาบางเรื่องก็ไม่ได้มีการบริหารจัดการที่ดี เพราะส่งผลต่อเคพีไอของสถานศึกษานั้นในพื้นที่ ซึ่งข้าราชการเองก็ต้องกระตือรือร้นในการทำงาน ซึ่งเรื่องที่แจ้งเข้ามาจะอยู่ในฐานข้อมูล โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด