สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ในอดีต ภาพจำของคำว่า “นิวเคลียร์” มักถูกผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและเรื่องราวของการสู้รบ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้เข้ามาแทรกซึมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราในแทบทุกอณูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องในโอกาสที่ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ INST2026 เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงภารกิจล่าสุด และทิศทางการนำวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์มาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

 รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. มีบทบาทสำคัญอย่างไร ในการเปลี่ยนผ่านภาพจำของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศไทย?

รศ.ดร.ธวัชชัย เผยว่า สทน. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การออกกฎหมาย กำกับดูแล ควบคุมการใช้งาน ไปจนถึงกำหนดนโยบายความปลอดภัย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการขยายศักยภาพการให้บริการฉายรังสีเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเกษตร

“ผมอยากย้ำว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน สทน. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน”

ทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป สทน. ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไว้อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย เล่าว่า สทน. มุ่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย การเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาหาร และสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการแพทย์

เรามุ่งยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน สทน. เป็นหน่วยงานหลักในการผลิต ‘สารเภสัชรังสี’ ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ตรวจและรักษามะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งไทรอยด์ สิ่งนี้ช่วยลดการนำเข้าน้ำยาราคาแพงจากต่างประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี และสามารถรองรับผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ได้มากกว่า 30,000 รายต่อปี ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านอาหาร เกษตร และสมุนไพร

การฉายรังสีในอาหารได้รับมาตรฐานการรองรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ UN ในการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และยืดอายุการเก็บรักษา โดยเฉพาะอาหารดิบและอาหารพื้นถิ่น เช่น แหนม หม่ำ ปูดอง ปลาส้ม เป็นต้น ซึ่งหลังจากฉายรังสีแล้วจะช่วยยืดอายุสินค้าจากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และ OTOP สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มกำไร โดยมีต้นทุนการฉายรังสีเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ สทน. กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการจัดตั้ง ‘ศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’ เพิ่มเติม 4 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการในต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้เปลี่ยนผ่านสู่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ โดยเปลี่ยนจากการใช้ไอโซโทปรังสีเดิม (เช่น โคบอลต์-60) มาเป็นการใช้ ‘เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน’ ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดการสร้างรังสีได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีตกค้าง โดย สทน.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนในการพัฒนาต้นแบบเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อสร้างนวัตกรรมภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนวัตกรรมเพื่อการเกษตร สทน. ทำการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยใช้การฉายรังสีเพื่อเร่งอัตราการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง ทนน้ำเค็ม-น้ำกร่อย และทนต่อโรค เช่น พริกพันธุ์ทนโรคแอนแทรคโนส และข้าวพันธุ์ทนน้ำท่วม/น้ำเค็ม นอกจากนี้ยังคิดค้น สารอุ้มน้ำทางการเกษตร หรือ โอเอซิส เป็นนวัตกรรมเจลดูดซับน้ำสูงผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านการฉายรังสีเพื่อสร้างโครงสร้างอุ้มน้ำ เมื่อนำไปผสมในดินจะช่วยเก็บกักน้ำในฤดูฝนและค่อยๆ คายน้ำให้รากพืชในฤดูแล้ง หลังจากทดลองในอ้อยแล้วพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้สูงถึง 40% และเพิ่มอัตราการรอดของต้นยางพาราในปีแรกได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติภายใน 2 ปี แตกต่างจากสารเคมีสังเคราะห์ที่ทิ้งไมโครพลาสติกสะสมในดิน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่อง “พลังงานแห่งอนาคต” สทน. มีการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า “ในยุคที่ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นจากอุตสาหกรรมไฮเทคและระบบ AI ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านพลังงาน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิชาการ (Technical Organization) สนับสนุนทางเทคนิคใน 2 ทิศทางหลัก

  1. โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR (ฟิชชั่น) ตามร่างแผนพลังงานของประเทศ มีเป้าหมายบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2,400 เมกะวัตต์ (ประมาณ 8-10 โรง) เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่อง รองรับ Data Center และระบบ AI
  2. ความหวังพลังงานสะอาด (พลังงานฟิวชั่น) สทน. เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มี ‘เครื่องโทคาแมก’ (Tokamak) ซึ่งนักวิจัยไทยสามารถประกอบและพัฒนาระบบจนเดินเครื่องได้สมบูรณ์ ก้าวขึ้นเป็น ‘ASEAN Hub’ ในการทดลองสภาวะพลาสมาความร้อนสูง 5 ล้านองศาเซลเซียส ปฏิกิริยาฟิวชั่นให้พลังงานมหาศาล ปลอดภัย และไม่มีกากกัมมันตรังสี ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้จริงในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การที่ประเทศจะพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง เรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างชาติทั้งหมดหรือไม่?

“บทเรียนสำคัญของเราคือ ประเทศต้องสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและพลังงาน เปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้อ’ เป็น ‘ผู้สร้าง’ สทน. มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทุกระดับผ่านหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และส่งนักวิจัยร่วมทำงานระดับโลก เพื่อพิจารณาความพร้อมในการผลิตหรือบำรุงรักษาเชื้อเพลิงเองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ 100% ประเทศไทยใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยอย่างปลอดภัยมายาวนานกว่า 63 ปี ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของ ปส. ซึ่งเป็นหลักประกันว่าเรามีศักยภาพและระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่จะเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนครับ” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ บนเวที INST2026

ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 (INST2026) ศักยภาพของ สทน. ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้แทนระดับนานาชาติ

Prof. Dr. Muhammad Rifai (BRIN, อินโดนีเซีย) มองว่า สทน. (TINT) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในอาเซียน และยกย่องการเปิดตัวเครื่อง Tokamak ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันพัฒนาพลังงานฟิวชั่นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 

Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin (ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency) ประทับใจในบรรยากาศทางวิชาการที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมอย่างคึกคักของนักศึกษาไทย และเสนอแนะว่าหากได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการดึงดูดวิทยากรระดับโลก จะยิ่งช่วยยกระดับงานวิจัยของเครือข่ายภูมิภาคเอเชียภายใต้ IAEA สู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง 

WANG Yibo (Senior Engineer, ประเทศจีน) ระบุว่าการประชุมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองแนวโน้มการพัฒนานิวเคลียร์ล่าสุด และช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความหวังที่จะเห็นความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

รศ.ดร.ธวัชชัย ทิ้งท้ายว่า “สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของ สทน. จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ “นิวเคลียร์” จะไม่ใช่เพียงวิทยาการในห้องทดลอง แต่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสาธารณสุขให้กับคนไทย ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติของภูมิภาคอาเซียน พร้อมส่งมอบสังคมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป”

Leave a comment