DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยืนยันเดินหน้าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน แจงจะพิจารณาคำสั่งฟ้องคดีอาญา ต้องรอดูผลวินิจฉัยชี้ขาดคดี 229 ผู้ถูกกล่าวหา ของบอร์ด กกต.ก่อน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษสั่งให้รวมสำนวน DSI กับสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ อาจมีผู้ต้องหามากกว่า 8 คนล็อตแรกที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ ขณะที่แหล่งข่าว กกต.เปรยบอร์ด กกต.อาจยืดเวลามีมติคดีออกไปอีก 1 เดือน ราว ก.ย.69

28 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่างๆ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต.และดีเอสไอ เป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต.พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

“โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่นๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต.ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน”

ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายใน ส.ค.นี้ หรือราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

Leave a comment