
ซัดปล่อยข่าวแตกแยก อนุทินเดือด
วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ซัดปล่อยข่าวแตกแยก อนุทินเดือด เรื่องภายในอย่าเสี้ยม กกต.ส่อยืดคดีฮั้วสว.
“อนุทิน”เดือดจัดซัดคนปล่อยข่าวแตกแยกชี้เป็นเรื่องภายในบ้านยืนยันไม่มีปัญหาอะไรต้องเคลียร์ แขวะสื่อต้องเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพอย่าถามเสี้ยม ขณะที่‘พิพัฒน์’แจงปมโชว์ภาพ 2น.1พ.ช่วยลดคำครหา สยบพวกชอบปั่นข่าว ด้านดีเอสไอโต้เกียร์ว่างคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. เดินหน้าสอบสวนเก็บหลักฐานเพิมเติมตามคำสั่งอัยการ รอดูบอร์ด กกต.ชี้ขาดสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ สะพัดส่อยืดออกไปอีกหนึ่งเดือน
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีได้โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวบรรยากาศเป็นอย่างไร มีการเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่
หนูซัดคนปล่อยข่าวแตกแยก
โดยนายอนุทิน ได้หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า เดี๋ยวช่วยมาเทรนด์ตนหน่อย เวลาตั้งคำถามให้มันแตกแยกกันแบบนี้ ทำไมต้องเคลียร์ใจ บอกให้ตนทราบหน่อย ว่าทำไมจะต้องเคลียร์ใจ
ก่อนถามสื่อมวลชนว่า “คุณอยู่ในบ้านผมหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฝากอะไรถึงคนที่ออกมาปล่อยข่าวไม่ดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ฝาก
ตำหนิสื่อ-ชี้เป็นเรื่องภายในบ้าน
พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องของบ้านตน สมมุติถ้ามีปัญหาจริงๆ ตนก็เคลียร์ในบ้านของตนแค่นั้นเอง ซึ่งมันไม่เคยมี เพราะถ้ามันมี คงไม่ได้คบหากันมานานขนาดนี้ เราอยู่ด้วยความเป็นพี่เป็นน้อง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน นักข่าวต้องไม่มาถามแบบนี้ บางทีมาถาม ตนกำลังคิดอย่างอื่นอยู่ แล้วเผลอไปตอบ พวกคุณก็ไปพาดหัว เมื่อวานตอบอย่างก็ไปพาดหัวกันอีกอย่าง มันไม่ดีหรอก เราต้องเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพ และเป็นมืออาชีพ
แปลกตรงไหนเมียเนวินโพสต์แรง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวินโพสต์ข้อความแปลกๆ นายอนุทิน กล่าวว่า “แปลกๆ อย่างไร เมื่อวานนี้เบาแล้ว พี่ต่ายผมโอโห แปลกตรงไหน”
ผู้สื่อข่าวอธิบายต่อว่าเป็นการโพสต์ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” นายอนุทิน จึงย้อนถามกลับว่า แล้วพูดผิดหรือไม่ คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน เอาความเท็จมาออกสื่อสาธารณะ หิวแสงไม่มีข้อมูล ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทั้งหลาย คนเหล่านี้ไปให้ความเชื่อถือได้อย่างไร หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย ดูกิจการแต่ละคน ปิดไปทีละเจ้าสองเจ้า แล้วจะไปเชื่อถือคนพวกนี้ ตนคิดว่านักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้
‘พิพัฒน์’แจงโชว์ภาพลดคำครหา
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภท.กล่าวถึงกรณีการพบกันของ 2 น. กับ 1 พ. เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า จริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องถามก็ได้
เมื่อถามว่า บรรยากาศการพูดคุยกับ นายอนุทิน และนายเนวิน เป็นอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า บอกแล้วว่า พวกเราไม่มีอะไร เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ตนให้ข่าวไปแล้วว่า เรามีการพูดคุยกันทุกสัปดาห์ และตอนที่พบกันนายกฯ ก็ถ่ายรูป เป็นเรื่องปกติ ก็ดี จะได้ลดคำครหา ไม่เช่นนั้นสื่อก็ปั่นกันไปเรื่อย ตนก็ไม่ทราบว่าข่าวนี้มาจากไหน เป็นข่าวที่ปล่อยออกมาโดยหาตัวตนไม่ได้
มีผู้ไม่หวังดีสร้างความแตกแยก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพบกันได้มีการพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ข่าวความขัดแย้งของทั้งสามคนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่มี เราก็ประชุมกันทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีความจริงเลย เราคุยกันเป็นปกติทุกสัปดาห์
เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงข่าวดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายเนวินไม่ได้สนใจข่าวพวกนี้เลย นายเนวินก็เป็นคนการเมือง เข้าใจดีว่า เรื่องของการที่จะมีผู้ไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยกเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไร
บอกยังไม่เห็นโพสต์ภรรยาเนวิน
เมื่อถามอีกว่า อย่างนี้จะต้องไปพูดคุยกันบ่อยๆ หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดข่าวแบบนี้ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า เราพบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ในการที่จะเจอหน้ากัน แต่ถ้าทางโทรศัพท์เราคุยกันเกือบทุกวัน มีอะไรก็โทรศัพท์ไถ่ถามกัน
เมื่อถามว่า หลังจากเผยแพร่ภาพทั้งสามคน นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ได้โพสต์ข้อความในลักษณะที่ว่า ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง มองว่าจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ยังไม่เห็นโพสต์ดังกล่าวเลย ตนก็ไม่เข้าใจ และยังไม่เห็นข้อความด้วยว่าเป็นอย่างไร
คบกันมา10-20ปีไม่มีแตกแยก
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงวันนี้พูดได้หรือไม่ว่า 2 น. กับ 1 พ. จะไม่มีวันแยกจากกัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราก็เป็นมาอย่างนี้อยู่แล้ว และเราไม่ใช่พึ่งคบกันเมื่อ 1 – 2 ปีนี้ น่าจะคบกันมาถึง 10 – 20 ปีแล้ว พวกเราก็คบหากันอย่างนี้ เรามาด้วยกัน เพราะฉะนั้น ก็ไม่ควรจะมีอะไรจะมาทำให้มันเกิดความไม่เข้าใจ มีอะไรก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราต้องมีเหตุผลในการที่ต้องมาพูดคุยกัน
‘ทรงศักดิ์’แจ้งความยิ่งชีพไอลอว์
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตกเป็น 1 ใน 9 รายชื่อที่ถูก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดข้อมูล เชื่อมโยงกระบวนการคดีฮั้วสว.ว่าขณะนี้ให้ทนายความและฝ่ายกฎหมายถอดคำพูดที่นายยิ่งชีพนำเสนอ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท และจะให้ทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ โดยจะไปดำเนินการที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาบ้านของตน
‘สว.’โต้ถูกหาขาดคุณสมบัติ
นายสมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหานายสมพานและนางแดง กองมา สว.จังหวัดอำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 โดยระบุว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้อง กกต. และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน
“หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้องนางแดงที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัยชี้ชัดว่า นางแดง มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา”นายสมพาน กล่าว
เช่นเดียวกับ คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี
ซัดยิ่งชีพชี้นำโดยไม่สุจริต
นายสมพาน กล่าวอีกว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือเหตุใดถึงตีความสว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต. และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยยะแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริต
เตรียมแจ้งจับทำให้เสียหาย
ทั้งนี้ ตนและนางแดง ได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต. ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจเพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLawอย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด
เรียนจบกฎหมายไม่กลั่นกรอง
”นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่มและเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่นทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่มไอลอว์ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง“ นายสมพาน กล่าว
DSIลุยสอบ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
ขณะเดียวกันรายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ผอ.โครง การอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รายงานว่าตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.)และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน
ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่าง ๆ
แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.มีมากกว่า8
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม
ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม
รอกกต.ชี้ขาด229ผู้ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต. ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง
ข่าวแจ้งอีกว่า การดำเนินการของ กกต. และดีเอสไอเป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต. พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย
โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้
ยันลุยสอบ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน
สิงหาฯปิดไม่ลง-กกต.ส่อยืดอีก1เดือน
ขณะที่ แหล่งข่าวจากกกต.ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรม
การสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายในส.ค.นี้ หรือราว ๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น
รัฐบาลเชิญชวนอุทธรณ์บัตรคนจน
ทางด้านความความคืบหน้าการทบทวนสิทธิผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน นั้น ล่าสุดน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ตรวจสอบผลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ และเห็นว่าข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบคุณสมบัติไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ให้ใช้สิทธิขอทบทวนผลการพิจารณาภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569
“รัฐบาลไม่ต้องการให้ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องรับเพียงฝ่ายเดียว การทบทวนสิทธิจึงเป็นทั้งช่องทางให้ตรวจสอบสิทธิ และเป็นโอกาสให้เจ้าของข้อมูลได้ทราบว่าชื่อหรือทรัพย์สินของตนปรากฏอยู่ในระบบอย่างไร หากพบสิ่งผิดปกติจะได้เร่งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบและแก้ไข ก่อนปัญหาจะขยายตัวและส่งผลกระทบในด้านอื่นตามมา” นางสาวลลิดา กล่าว
ตั้งศูนย์One Stop Service76จังหวัด
พร้อมระบุว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service ระดับจังหวัดและอำเภอ ครอบคลุม 76 จังหวัด และ 878 อำเภอ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขอทบทวนสิทธิและผู้ที่ต้องยืนยันตัวตน พร้อมรับเรื่องและประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดภาระประชาชน
อย่างไรก็ดี ในบางกรณีประชาชนอาจต้องยื่นหลักฐานหรือดำเนินการเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานเจ้าของข้อมูลรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ผู้ที่ประสงค์ขอทบทวนสิทธิต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และหากต้องแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์โครงการปี 2569 ทั้งผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่การประกาศผลครั้งแรกและผู้ที่ผ่านเกณฑ์ภายหลังการทบทวน จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
อุทธรณ์แล้วรอยืนยันคุณสมบัติ
ทั้งนี้ การยื่นขอทบทวนหรือการแก้ไขข้อมูลไม่ถือว่าได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ผลการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบคุณสมบัติและข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ พ.ศ. 2569 ที่ welfare.mof.go.th หรือช่องทางทางการของกระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันความสับสนจากข้อมูลเก่าและข่าวปลอม