ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

30 ก.ค. 2569 05:22 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ตามเดิมก่อน ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูง แม้ว่าเดือนล่าสุดจะชะลอตัวลงบ้างก็ตาม

เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ค. 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันธ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ตามเดิม นับเป็นการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5

กรรมการ FOMC จำนวน 9 คน เห็นชอบให้คงดอกเบี้ย แต่มีกรรมการ 3 คน ลงคะแนนเสียงคัดค้าน โดยเสนอให้ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดได้ยากที่มีกรรมการเห็นต่างมากถึง 3 เสียงภายใต้การนำของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่อย่างนาย เควิน วอร์ช

สาเหตุหลักที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยคือ อัตราเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างหนักตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยได้รับแรงกดดันจาก “สงครามอิหร่าน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน พลังงานโลก และราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่นๆ

แม้เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคเดือนมิถุนายนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% เมื่อคิดแบบปีต่อปี แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ของเฟดมายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอีกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กรรมการหลายคนของเฟดระบุว่า ความอดทนต่อปัญหาเงินเฟ้อเริ่มหมดลงแล้ว แม้ว่าเงินเฟ้อเดือนล่าสุดจะช่วยให้เฟดมี “จังหวะหายใจ” และตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ก่อน

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า เงินเฟ้อเปรียบเสมือนสิ่งที่กัดกร่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากสถานการณ์เงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย 2%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Leave a comment