
กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN ล้างสมองเด็ก เปอร์มูดา บีบรีดเงินชาวบ้าน เติมท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้
วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.
กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN เลิกใช้ศาสนาบังหน้า พุ่งเป้าล้างสมองเยาวชนชายแดนใต้ เปิดโพย ท่อน้ำเลี้ยง BRN สูบเงินล้านใช้ก่อเหตุรุนแรง
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ในภาพรวมระดับความรุนแรงจะไม่หนักหน่วงเท่ากับช่วงปี 2547 ทว่ารูปแบบและยุทธวิธีของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก ล่าสุดในกิจกรรมเวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจร “นำพาสันติสุข” ที่จัดขึ้นโดยศปป.5 กอ.รมน. ที่นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน.
ซึ่งภายในการลงพื้นที่สำรวจของพื้นที่ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการข่าวเชิงลึก ทั้งการเปลี่ยนเป้าหมายมาบ่มเพาะเยาวชน การขยายเครือข่ายรีดไถเงินทุน และการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อฟอกขาวขบวนการ พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนร่วมตีแผ่พฤติกรรมโหดร้าย ปลุกสังคมไทยไม่ให้เพิกเฉยต่อปัญหา
เปลี่ยนเป้าหมายบ่มเพาะ พุ่งเป้าเยาวชน “เปอร์มูดา”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ยุทธวิธีการหาแนวร่วมของกลุ่ม BRN มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตขบวนการมักใช้เรื่องศาสนาเป็นข้ออ้างในการจุดชนวนปลุกระดม แต่ในปัจจุบันวิธีการดังกล่าวเริ่มใช้ไม่ได้ผล ตั้งแต่ช่วงปี 2565 เป็นต้นมา ขบวนการได้เบนเข็มไปที่กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “เปอร์มูดา” โดยอาศัยธรรมชาติของฮอร์โมนและความพลุ่งพล่านในวัยรุ่นมาเป็นเครื่องมือ
ข้อมูลข่าวกรองระบุว่า ขบวนการมีการรวมกลุ่มเด็กวัยรุ่นตามหมู่บ้านต่างๆ (เช่น ในพื้นที่อำเภอสายบุรี) เพื่อจัดกิจกรรมบังหน้า จากนั้นจึงดำเนินการ “ล้างสมอง” โดยปลูกฝังเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล การยัดเยียดแนวคิดเรื่อง DNA ของชาติพันธุ์ เพื่อดึงดูดเยาวชนให้เข้าสู่ขบวนการและใช้เป็นกำลังในการปั่นป่วนสถานการณ์แทนคนรุ่นเก่า
.jpg)
เปิดโปง 5 รูปแบบ “ท่อน้ำเลี้ยง” รีดไถประชาชน
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานรากคือ “เส้นทางการเงิน” พันเอก พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการมีระบบการเก็บเงินเพื่อใช้เป็นทุนในการเคลื่อนไหวและก่อเหตุรุนแรง (เช่น การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน) โดยใช้วิธีรีดไถและบีบบังคับสมาชิกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่
1. เงินแรกเข้า: เรียกเก็บจากสมาชิกใหม่หัวละ 2,000 บาท
2. เงินรายเดือน: เรียกเก็บเดือนละ 50 – 100 บาท
3. เงินรายปี (ซะกาต): เรียกเก็บปีละ 300 – 500 บาท โดยอ้างอิงหลักศาสนาเพื่อการบริจาค แต่เงินไม่ถึงศาสนสถาน
4. เงินส่วนแบ่งรายได้: หักรายได้ 1 วันในรอบ 1 ปี (เช่น มีรายได้ 1,000 บาท จะถูกเรียกเก็บ 100 บาท)
5. เงินฉุกเฉิน: เรียกเก็บครั้งละประมาณ 60 บาท เมื่อขบวนการต้องการงบเร่งด่วน รวมแล้วใน 1 ปี ขบวนการจะสามารถสูบเงินจากชาวบ้านได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งสืบสวนและติดตามเส้นทางการเงินเหล่านี้ว่าไปสิ้นสุดที่บุคคลใด
ยุทธวิธีลองของและสงครามข่าวสาร (IO)
ในด้านยุทธวิธีทางทหาร ขบวนการแบ่งกำลังเป็น “ฐานปฏิบัติการหลัก” บนภูเขา และ “ฐานลอย” ที่แฝงตัวในหมู่บ้าน การก่อเหตุในระยะหลังมักเป็นการ “ลองของ” โดยเลือกลอบโจมตีจุดตรวจขนาดเล็กที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2-3 นาย และหลีกเลี่ยงการปะทะกับฐานปฏิบัติการหลัก นอกจากนี้ การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันยังสะท้อนถึงความจงใจในการทำลายสิ่งที่เป็น “สัญลักษณ์ของประเทศไทย” ซึ่งผลกระทบที่แท้จริงกลับตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ที่ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
ควบคู่ไปกับการก่อเหตุ ขบวนการยังทำสงครามจิตวิทยาอย่างหนัก มีความพยายามสร้างวาทกรรมเพื่อ “ฟอกขาว” ตัวเอง เช่น การผลักดันให้สังคมและสื่อใช้คำว่า “ผู้เห็นต่าง” แทนคำว่าผู้ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงการตีพิมพ์หนังสือเช่น “สงครามลับ BRN” เพื่อยกระดับความชอบธรรมของตนเองให้ได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศ (UN) ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่าไม่สามารถยอมรับคำว่า “ผู้เห็นต่าง” ได้ กับกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและลอบสังหารผู้คนมากว่า 20 ปี
วอนสื่อเป็นกระบอกเสียงปลุกคนไทย
ในช่วงท้าย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ฝากข้อเรียกร้องที่สำคัญยิ่งถึงคณะสื่อมวลชน ขอให้นำเสนอข่าวที่ตีแผ่พฤติกรรมความโหดร้ายของกลุ่ม BRN อย่างตรงไปตรงมา เช่น การกราดยิงผู้บริสุทธิ์ การทำร้ายสตรีมีครรภ์ หรือการก่อเหตุในมัสยิด เพื่อให้ประชาชนในอีก 74 จังหวัดทั่วประเทศได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริง เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้คนไทยเกิดความรู้สึกรำคาญและปล่อยผ่านข่าวสารชายแดนใต้ แต่อยากให้สังคมส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาเป็นแนวร่วม ยืนยันว่าคนไทยทั้งประเทศไม่เห็นด้วยให้มีการแบ่งแยกดินแดน และร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความสงบสุขต่อไป