
6 ส.ค. 2569 14:54 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์
ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ น้ำหนักราว 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามการคาดการณ์ นักวิทยาศาสตร์ยืนยันเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง หลังกล้องโทรทรรศน์ในชิลีตรวจพบร่องรอยก๊าซจากแรงกระแทก นาซาคาดว่าจะก่อให้เกิดหลุมกว้างราว 18 เมตร และลึก 4 เมตร ขณะที่ยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี” ของเกาหลีใต้สามารถบันทึกภาพขณะชนและภาพพื้นผิวก่อน-หลังการชนได้
นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ชิ้นส่วนส่วนบนของจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 ส.ค.) หลังลอยอยู่ในอวกาศมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 โดยการชนครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อโลก
ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวมีขนาดสูงประมาณตึก 5 ชั้น หรือใกล้เคียงกับรถโดยสาร และมีน้ำหนักขณะชนราว 4,000 กิโลกรัม โดยคาดว่าพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาประมาณ 06.35 น. ตามเวลาสากล
หอดูดาวยุโรปใต้ หรือ ESO ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope ในประเทศชิลีสามารถตรวจพบหลักฐานของการชน โดยตรวจพบเส้นสเปกตรัม หรือ “ลายนิ้วมือทางเคมี” ของก๊าซโซเดียมและลิเทียมในกลุ่มฝุ่นและเศษวัสดุที่พุ่งขึ้นจากจุดปะทะ นานประมาณ 5-10 นาทีหลังเกิดเหตุ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โซเดียมน่าจะมาจากดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ลิเทียมอาจมาจากตัวจรวดเอง และจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายละเอียดของการชน
เบนจามิน เฟอร์นันโด นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อลามอส ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยเกี่ยวกับการชนครั้งนี้ กล่าวว่า สามารถยืนยันได้ว่าแรงกระแทกเกิดขึ้นจริง ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านอวกาศระบุว่า การชนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางโคจรของจรวดนำไปสู่พื้นผิวดวงจันทร์
หลักฐานสำคัญอีกชิ้นมาจากยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี”” ซึ่งเป็นยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของเกาหลีใต้ โดยสำนักงานการบินและอวกาศเกาหลี หรือ KASA เปิดเผยว่า ดานูรีสามารถบันทึกภาพช่วงที่ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

KASA ระบุว่า การชนเกิดขึ้นใกล้กับหลุมอุกกาบาตไอน์สไตน์ เมื่อเวลา 15.34 น. ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ ภาพที่ดานูรีบันทึกไว้แสดงให้เห็นเงาดำและลักษณะเป็นแนวรัศมีที่ก่อตัวขึ้นบนพื้นผิวดวงจันทร์ในช่วงเกิดแรงกระแทก รวมถึงพบการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานบริเวณจุดชน
ดานูรียังสามารถเก็บภาพพื้นที่ดังกล่าวทั้งก่อนและหลังเกิดการชน ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวดวงจันทร์ที่เกิดจากวัตถุซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจของยาน Lunar Reconnaissance Orbiter ของนาซา ในการสำรวจจุดชนในอนาคต
นาซาระบุว่า การชนอาจทำให้เกิดหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์กว้างประมาณ 18 เมตร และลึกราว 4 เมตร พร้อมทำให้ฝุ่นและเศษหินจากพื้นผิวกระจายออกโดยรอบ โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อศึกษาผลกระทบจากการชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น และพัฒนาวิธีติดตามวัตถุในอวกาศให้แม่นยำยิ่งขึ้น
นาซาย้ำก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อโลก และจะพยายามเก็บข้อมูลจากพื้นที่เกิดเหตุ แม้อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าข้อมูลจากยานสำรวจจะถูกส่งกลับมายังโลก
จรวดฟอลคอน 9 ลำนี้ถูกปล่อยในเดือนมกราคม 2025 เพื่อส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 ลำ ได้แก่ Blue Ghost ของบริษัท Firefly Aerospace จากสหรัฐฯ และยานของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น
หลังส่งยานทั้งสองลำขึ้นสู่อวกาศ ส่วนบูสเตอร์ของจรวดเดินทางกลับมายังโลกตามปกติ แต่ส่วนบนของจรวดยังคงอยู่ในอวกาศ เนื่องจากภารกิจเดินทางไปดวงจันทร์ต้องใช้แรงขับมากกว่าภารกิจที่ส่งวัตถุเข้าสู่วงโคจรใกล้โลก
โดยทั่วไป สเปซเอ็กซ์จะดำเนินการปรับเส้นทางของจรวดส่วนบนหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อให้วัตถุดังกล่าวกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเผาไหม้ หรือไปตกในมหาสมุทรอย่างปลอดภัย แต่ในกรณีนี้ จรวดได้ปล่อยเชื้อเพลิงที่เหลือจนไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้อีก ก่อนที่กิจกรรมของดวงอาทิตย์และแรงโน้มถ่วงจากวัตถุท้องฟ้าจะส่งผลต่อเส้นทางโคจร จนท้ายที่สุดนำจรวดเข้าสู่เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังดวงจันทร์
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการจัดการขยะอวกาศ หรือชิ้นส่วนดาวเทียมและจรวดที่หมดภารกิจแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายหมื่นชิ้นและโคจรอยู่รอบโลก
บิล เกรย์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านดาราศาสตร์ที่ใช้ติดตามวัตถุในอวกาศ ระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจมีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย แต่ก็สะท้อนถึงปัญหาการจัดการชิ้นส่วนอุปกรณ์อวกาศที่เหลือจากภารกิจ
การชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นกับดวงจันทร์ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้ในอดีตสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเคยมีภารกิจที่ยานอวกาศพุ่งชนดวงจันทร์ทั้งโดยตั้งใจและโดยอุบัติเหตุ โดยนาซาเคยจงใจนำจรวดส่วนหนึ่งพุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2009 เพื่อศึกษากลุ่มฝุ่นและวัสดุที่ถูกกระแทกขึ้นจากพื้นผิว ส่วนในปี 2022 ชิ้นส่วนจรวดของจีนก็พุ่งชนดวงจันทร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบ
นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า ขยะอวกาศที่สะสมอยู่ในวงโคจรโลกมากเกินไปอาจนำไปสู่การชนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หรือที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เคสส์เลอร์” ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่ในอวกาศเต็มไปด้วยเศษซากจนเป็นอุปสรรคต่อการส่งดาวเทียมและภารกิจอวกาศในอนาคต
สำหรับภารกิจปี 2025 ยาน Blue Ghost ของสหรัฐฯ สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จและปฏิบัติภารกิจศึกษาดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ยานลงจอดของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น ซึ่งบรรทุกยานสำรวจขนาดเล็ก ประสบอุบัติเหตุระหว่างการลงจอดและตกกระแทกพื้นผิว
นาซาและสเปซเอ็กซ์กำลังหารือแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนจรวดจากภารกิจในอนาคตพุ่งชนดวงจันทร์โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งเดินหน้าภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และ นาซามีเป้าหมายที่จะสร้างการดำรงอยู่ของมนุษย์บนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องในอนาคต.