
เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ
วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.
เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ
ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.) นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน. ได้จัดกิจกรรม ’เวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจรนำพาสันติสุข‘โดยนำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสัมผัสสถานการณ์จริงและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัด รวมถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของ “กองกำลังทหารพราน” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการดูแลความปลอดภัยและมวลชนในพื้นที่ ท่ามกลางความท้าทายจากการปรับลดกำลังพลของภาครัฐ
เป้าหมายการเปิดพื้นที่รับสื่อมวลชน
พลตรี ธรรมนูญ ไม้สนธิ โฆษก กอ.รมน. ในฐานะผู้แทนประธานคณะสื่อมวลชน เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า ต้องการนำคณะสื่อมวลชนมาทำความรู้จักกับหน่วยกำลังหลักอย่างทหารพราน เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของการปฏิบัติงาน สภาพความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอภาพลักษณ์และการทำงานที่เสียสละของเจ้าหน้าที่ไปสู่การรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง
“ทหารพราน” กองกำลังหลักในการรักษาความสงบ พันเอก พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รอง ผบ.กกล.ทพ.จชต.) ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างกองกำลังว่า ปัจจุบันทหารพรานคือหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ในการแก้ปัญหาความรุนแรงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประกอบด้วยกำลังทหารพรานชายจำนวน 11 กรม (กรมทหารพรานที่ 41-49 และหน่วยจากต่างทัพภาคคือ 11 และ 33) ภารกิจหลักคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การตั้งจุดตรวจ ลาดตระเวนเส้นทาง รวมถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมในการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มาและจุดแข็งของ “ทหารพรานหญิง”
ประเด็นสำคัญที่ พันเอก พงศกร ได้เน้นย้ำคือบทบาทของ “ทหารพรานหญิง” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งจำนวน 8 หมวด โดยมีบริบทที่มาจากการแก้ปัญหาทางยุทธวิธีในอดีต เนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบมักใช้สตรีมุสลิมและเด็กเป็น “โล่มนุษย์” ในการเคลื่อนไหวหรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ทหารชายมีข้อจำกัดในการเข้าควบคุมพื้นที่หรือตรวจค้นสตรีเพศ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนาและมิติทางวัฒนธรรม กองทัพจึงแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกบุตรหลานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาเข้ามาเป็นทหารพรานหญิง
การคัดเลือกคนในพื้นที่ทำให้ทหารพรานหญิงมีจุดแข็งด้านความเข้าใจในบริบทของบ้านเกิด สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายูถิ่น และไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มสตรีด้วยกัน ทหารพรานหญิงจึงได้รับการฝึกฝนบุคลิกภาพให้มีความเด็ดขาดแต่ไม่แข็งกร้าวจนเกินไป เพื่อทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมความเข้าใจ นำความจริงจากรัฐไปสู่ประชาชนได้อย่างนุ่มนวล
ยกระดับนิติวิทยาศาสตร์และการข่าว (IPB)
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การปรับตัวของภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีการปรับลดกำลังพลตามนโยบาย ทำให้การดูแลพื้นที่กว้างใหญ่มีความยากลำบากมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเข้มข้น ปัจจุบันมีการใช้ระบบ IPB (Intelligence Preparation of the Battlespace) เพื่อวางแผนวิเคราะห์พฤติกรรม วิถีชีวิต และคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะปฏิบัติการในพื้นที่ใดเป็นจุดต่อไป
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังพึ่งพาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างหนัก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่มีฐานข้อมูล DNA ผู้ต้องสงสัยกว่า 1,800 คน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอย DNA จากเศษซากวัตถุระเบิด จนพบความเชื่อมโยงถึงตัวผู้ก่อเหตุกว่า 50 คน ซึ่งช่วยให้การสืบสวนแม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น
อุดมการณ์และการศึกษาคือทางออก
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีของฝ่ายรัฐอาจไม่เทียบเท่าประเทศมหาอำนาจ และกำลังพลต้องเฝ้าระวังภัยตลอด 365 วัน ในขณะที่ผู้ก่อเหตุสามารถเลือกวันโจมตีได้ แต่เจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงทำงานด้วยอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริงคือ “การศึกษา” สถิติชี้ชัดว่าพื้นที่ชายแดนใต้ยังมีมาตรฐานการศึกษาที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เยาวชนถูกยัดเยียดแนวคิดความรุนแรงได้ง่าย รัฐจึงต้องเร่งยกระดับการศึกษาเพื่อตัดวงจรการบ่มเพาะของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างยั่งยืน