ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

11 ส.ค. 2569 10:21 น.

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์เตรียมจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลังเกิดความรุนแรงในโรงเรียนหลายครั้ง หวังสกัดเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์ รวมถึงกลุ่มสุดโต่งที่พยายามชักจูงหรือล่อลวงเด็ก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์กำลังผลักดันร่างกฎหมายที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ร่างกฎหมายอีกฉบับในวุฒิสภาเสนอให้ขยายข้อจำกัดไปถึงเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน หลังฟิลิปปินส์เผชิญเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และเจ้าหน้าที่เริ่มตั้งคำถามถึงอิทธิพลจากเนื้อหาบนโลกออนไลน์

หวั่นโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางล่อลวงเด็ก

ฆวน เอ็ดการ์โด อังกาลา รัฐมนตรีศึกษาธิการฟิลิปปินส์ ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า อิทธิพลด้านลบจากโลกออนไลน์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน

เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลว่า เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ที่มีแนวคิดรุนแรง รวมถึงกลุ่มที่พยายาม ล่อลวงเด็ก และกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้โลกออนไลน์เป็นช่องทางในการชักชวนเยาวชนเข้าร่วม

ภายใต้ร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณา แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องจัดให้มีระบบ ตรวจสอบอายุและยืนยันตัวตน ของผู้ใช้งาน รวมถึงต้องดำเนินการปิดบัญชีของผู้ใช้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์โดยเชิงรุก

หากแพลตฟอร์มละเลยข้อกำหนดซ้ำ ๆ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 50 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือราว 820,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นถูกสั่งห้ามให้บริการในประเทศอย่างถาวร

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “แบนโซเชียล” อาจยิ่งผลักเด็กเข้าพื้นที่มืด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสุขภาพจิตเตือนว่า การห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียแบบครอบคลุมอาจส่งผลย้อนกลับและทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากเด็กถูกตัดออกจากแพลตฟอร์มหลัก พวกเขาอาจหันไปใช้เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ขนาดเล็กและเข้าถึงได้ยากกว่า ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบได้ยาก

ปีจาย เบงวาซัน นักจิตวิทยาและกรรมการสมาคมจิตวิทยาแห่งฟิลิปปินส์มองว่า การแบนอาจกลายเป็นการลงโทษกลุ่มที่รัฐบาลต้องการปกป้อง มากกว่าจัดการกับผู้ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพิ่มระบบตรวจจับ รายงาน และลบเนื้อหาอันตราย รวมถึงพัฒนาระบบที่สามารถตรวจจับผู้ที่พยายาม ล่อลวงหรือชักจูงเด็กเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง ได้อย่างรวดเร็ว

ยิงในโรงเรียนฟิลิปปินส์ จุดชนวนกังวลครั้งใหญ่

ความกังวลเรื่องอิทธิพลจากโลกออนไลน์รุนแรงขึ้น หลังเกิดเหตุยิงในโรงเรียนมัธยมซานโฮเซ เนชันแนล ไฮสคูล ในเมืองทาโคลบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักเรียนอายุ 14 และ 15 ปี เปิดฉากยิง ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 20 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นเหตุความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในฟิลิปปินส์

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังเตือนว่า เกมออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการ ชักชวนเยาวชนเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง

หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองคือกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ “764” ซึ่งถูกพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการชักชวนนักเรียนคนหนึ่งที่ก่อเหตุยิงในเมืองทาโคลบัน

หลุยส์ แองเจโล ทาลาตาลา จากกลุ่มรณรงค์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Deep Web Konek ระบุว่า กลุ่มลักษณะดังกล่าวอาจต้องการสร้างอิทธิพลเหนือผู้อื่น และชักนำให้สมาชิกก่อความรุนแรงหรือทำร้ายผู้อื่นตามแนวคิดของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเตือนว่า การได้รับเนื้อหารุนแรงบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมรุนแรงของเด็กได้ทั้งหมด

เด็กที่มีแนวโน้มก้าวร้าวจำนวนหนึ่งอาจกำลังเผชิญปัญหาที่บ้าน ปัญหาที่โรงเรียน หรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มจำนวน ครูและนักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ปกครองมีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมผิดปกติและวางขอบเขตการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม

นักจิตวิทยาย้ำว่า การพูดคุยกับเด็กตั้งแต่เริ่มเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวหรือสัญญาณที่น่ากังวล เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า พฤติกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้.

ที่มา :channelnewsasia

Leave a comment