
12 ส.ค. 2569 11:51 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมยอดนาโตที่ตุรกี หลังหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพเตือนภัยคุกคามขั้นสูงสุดจากอิหร่าน เผยหลบออกทาง “รถส่งอาหาร” ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ขณะที่นักข่าวและรัฐมนตรียังคงนั่งบนเครื่องบินลำเดิม โดยไม่ทราบว่าทรัมป์ถูกนำตัวออกไปแล้ว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับ ๆ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด นาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินที่เขาโดยสารอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาฯ และกองทัพ โดยยอมรับว่าได้รับคำสั่งให้ขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามมากนัก เนื่องจากได้รับคำขู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยใกล้พื้นที่ประชุมนาโต ซึ่งมีผู้พบเห็นว่าถือเครื่องยิงขีปนาวุธประทับบ่า
โดยภาพจากสนามบินอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม แสดงให้เห็นทรัมป์เดินขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ แต่หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวออกจากเครื่องบินผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยงที่ถูกยกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับประตูเครื่องบิน ก่อนถูกพาไปขึ้นเครื่องบินทหาร C-32A ซึ่งเป็นเครื่องบิน โบอิ้ง 757 ที่ดัดแปลงสำหรับใช้โดยรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ
ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ รถบรรทุกจัดเลี้ยงถูกนำมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ทรัมป์ขึ้นเครื่อง จากนั้นประธานาธิบดีถูกนำตัวออกจากแอร์ฟอร์ซวัน โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องสังเกตเห็น
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ขึ้นเครื่อง C-32A แยกต่างหากผ่านบันไดภายนอก เพื่อทำให้การเดินทางดูเป็นไปตามปกติ ส่วนผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังคงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม และได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่าง โดยไม่ทราบว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องแล้ว
ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่างตลอดเที่ยวบิน ขณะที่ช่างภาพคนหนึ่งเปิดม่านขึ้นชั่วครู่และถูกสั่งให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบรถบรรทุกจัดเลี้ยงอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเครื่องบิน และรถของสื่อมวลชนอยู่ห่างจากขบวนรถมากเกินกว่าจะสามารถบันทึกภาพทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องได้
ตามหลักการแล้ว “แอร์ฟอร์ซวัน” เป็นสัญญาณเรียกขานของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารอยู่ แต่ในเที่ยวบินดังกล่าว เครื่อง C-32A ที่ทรัมป์โดยสารใช้สัญญาณเรียกขานว่า “Reach 18” ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมีผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่บางส่วนอยู่บนเครื่องยังคงใช้สัญญาณ “AF1” เพื่อรักษาฉากบังหน้า
รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางคนยังคงอยู่บนเครื่องบินลำเดิม รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ
ทรัมป์กล่าวว่า แม้เครื่องบิน C-32A ที่เขาเปลี่ยนไปโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เขากลับมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าแอร์ฟอร์ซวัน เพราะหากฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามรู้ว่าเขาอยู่บนเครื่องบินลำใด เครื่องบินลำนั้นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสถูกโจมตีมากกว่า
การเปลี่ยนเครื่องบินเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมที่ตุรกีว่า เขาเป็น “เป้าหมายหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน
หลังออกจากตุรกี ทรัมป์เดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาใช้ Air Force One ลำเดิม และต่อมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์บริจาคให้สหรัฐฯ เพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายจากเครื่อง C-32A กลับไปยังแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมในช่วงใด
การเปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนเครื่องบินลับทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่บนเครื่องบินลำเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องบินดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องลวงเพื่อทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าประธานาธิบดียังคงอยู่บนเครื่อง
โฮเซ ซาโมรา ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว หรือ CPJ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มีหน้าที่ต้องดูแลให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามทำข่าวประธานาธิบดีไม่ต้องเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้รับแจ้งเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม
เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกนำไปล้อเลียนบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพและมีมเกี่ยวกับทรัมป์ถูกนำออกจากแอร์ฟอร์ซวันผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การเปลี่ยนเครื่องบินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น.