เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

12 ส.ค. 2569 05:55 น.

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นทางการ เป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง เรียกเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ส่งผลให้เลบานอนกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยุติการลงโทษดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และหลังจากนี้ความผิดในคดีร้ายแรงที่สุดจะถูกเปลี่ยนเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตพร้อมการใช้แรงงานหนักแทน

แม้เลบานอนจะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ศาลยังคงมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตอยู่เรื่อยมา โดยคำตัดสินครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล ระบุว่า จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีนักโทษประหารชีวิตที่รอการลงอาญาในเลบานอนอย่างน้อย 85 คน

โดยทั่วไปแล้ว โทษประหารชีวิตจะนำมาใช้กับคดีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการจารกรรมข้อมูล เป็นต้น

นายอาดิล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเลบานอน เรียกการยกเลิกโทษประหารชีวิตในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ “ครั้งประวัติศาสตร์” พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เงื่อนไขเรื่องโทษประหารชีวิตเคยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขา สามารถขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วได้

นายฟิราส ฮัมดาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมยินดีต่อความเคลื่อนไหวนี้ โดยขอบคุณ “ทุกคนที่มีส่วนร่วมตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งบรรลุผลในวันนี้”

นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) ก็ออกมายกย่องการยกเลิกโทษประหารของเลบานอน โดยนายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเลบานอนในตะวันออกกลาง ให้เจริญรอยตามเลบานอน

เขากล่าวเสริมว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงถึง “ความมุ่งมั่นอันทรงพลังและการยึดมั่นในหลักสิทธิในการมีชีวิต” ในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะสงคราม

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เลบานอนได้ “สร้างแบบอย่างอันทรงพลังให้กับประเทศอื่น ๆ ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นด้วย” ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นอดีตชาติเจ้าอาณานิคม เรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “มีความกล้าหาญและเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Leave a comment