
14 ส.ค. 2569 11:44 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ครั้งแรกในรอบ 16 ปี สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษวันเดียว 3 ราย ใน 3 รัฐ
สหรัฐฯ ประหารชีวิตนักโทษคดีฆาตกรรม 3 คนด้วยการฉีดยาพิษในรัฐโอคลาโฮมา เทนเนสซี และอะลาบามา ภายในวันเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 และสะท้อนแนวโน้มการประหารชีวิตในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
สหรัฐฯ ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษ 3 คนในวันเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) โดยทั้งหมดถูกประหารด้วยวิธีฉีดยาพิษใน 3 รัฐ ได้แก่ เทนเนสซี โอคลาโฮมา และอะลาบามา ถือเป็นวันที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในสหรัฐฯ ภายในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2010
นักโทษคนแรกคือ แอนโธนี ไฮนส์ อายุ 66 ปี ซึ่งถูกประหารชีวิตที่เรือนจำความมั่นคงสูงในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี จากความผิดฐานฆ่าแคทเธอรีน เจนกินส์ หญิงวัย 54 ปี ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านในโมเทลและเป็นแม่ของลูก 4 คน เมื่อเดือนมีนาคม 1985
ไฮนส์แทงเจนกินส์จนเสียชีวิตขณะเธอกำลังทำงานอยู่ที่โมเทลในเมืองคิงส์ตัน สปริงส์ โดยก่อนเสียชีวิต ไฮนส์กล่าวว่า “ฝากสวัสดีลูกชายของผมด้วย” ขณะที่ลูกชายของเขาเดินทางมาเป็นพยานในการประหารชีวิต หลังจากทั้งสองกลับมาติดต่อกันอีกครั้งเพียง 4 วันก่อนหน้านั้น หลังไม่ได้พบกันตั้งแต่ลูกชายอายุเพียง 3 ขวบ
การประหารชีวิตไฮนส์เกิดขึ้นเพียง 3 เดือนหลังความพยายามประหารนักโทษประหารชีวิตอีกรายในรัฐเทนเนสซีต้องยุติลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่สามารถเปิดเส้นเลือดสำหรับให้น้ำยาฉีดเข้าไปได้เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ไฮนส์ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ว่าการรัฐและศาล โดยอ้างว่าแพทย์ที่รับผิดชอบการประหารครั้งก่อนขาดคุณสมบัติ และอาจทำให้การประหารของเขาผิดพลาดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
นักโทษคนที่สองคือ คาร์ลอส คูเอตสตา-โรดริเกซ อายุ 70 ปี ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษที่เรือนจำรัฐในเมืองแมคอเลสเตอร์ รัฐโอคลาโฮมา จากความผิดฐานยิง โอลิมเปีย ฟิชเชอร์ หญิงคนรักของเขาเสียชีวิตที่บ้านในเมืองโอคลาโฮมาซิตี เมื่อปี 2003
คูเอตสตา-โรดริเกซหันไปมองญาติ 2 คนที่เข้าร่วมเป็นพยานและขยับปากว่า “ผมรักคุณ” แต่ไม่ได้กล่าวถ้อยคำสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เขามีอาการหายใจติดขัดเป็นเวลาหลายนาทีก่อนถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 10.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ก่อนหน้านี้ คูเอตสตา-โรดริเกซยอมรับว่าเสียใจกับการสังหารฟิชเชอร์ และบอกต่อคณะกรรมการพิจารณาการอภัยโทษว่าไม่ต้องการขอผ่อนผันโทษ ทนายความระบุว่าเขามีวัยเด็กที่ยากลำบากในคิวบา และมีภาวะสมองได้รับความเสียหาย รวมถึงโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ
ด้านบุตรสาวของฟิชเชอร์กล่าวว่า หวังว่าการประหารชีวิตจะช่วยสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว และจะรำลึกถึงมารดาด้วยการเลี้ยงดูครอบครัวให้สะท้อนถึงความรักและศรัทธาในพระเจ้าที่แม่เคยสอน
ส่วนการประหารชีวิตครั้งที่สามเกิดขึ้นที่รัฐอะลาบามา โดย เจเรมี วิลเลียมส์ อายุ 42 ปี ถูกประหารจากความผิดฐานข่มขืนและฆ่า คามารี ฮอลแลนด์ เด็กหญิงวัย 5 ขวบ เมื่อปี 2021
อัยการระบุว่า วิลเลียมส์เสนอเงินให้แม่ของเด็ก 2,500 ดอลลาร์ เพื่อให้เด็กกระทำกิจกรรมทางเพศ ก่อนที่เขาจะข่มขืนและรัดคอเด็กจนเสียชีวิต และบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วย ขณะที่แม่ของเด็กกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี หลังรับสารภาพในคดีค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
วิลเลียมส์รับสารภาพในคดีฆาตกรรม และปฏิเสธการอุทธรณ์ พร้อมร้องขอให้ดำเนินการประหารชีวิตโดยเร็ว โดยระบุในจดหมายถึงสำนักงานอัยการสูงสุดรัฐอะลาบามาว่า ครอบครัวของเหยื่อสมควรได้รับความรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้สิ้นสุดลงและได้รับความยุติธรรม
ก่อนเสียชีวิต วิลเลียมส์กล่าวขอบคุณพระเจ้าที่ให้อภัยบาปของเขา เพื่อให้เขาสามารถจากไปอย่างสงบ จากนั้นเขาขยับศีรษะไปมา ยิ้ม และดูเหมือนกำลังร้องเพลงหรือพูด ก่อนจะหยุดนิ่ง และถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ข้อมูลจาก Death Penalty Information Center ระบุว่า การประหารชีวิตทั้ง 3 รายในวันเดียวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2010 ซึ่งในวันนั้นรัฐลุยเซียนา โอไฮโอ และเท็กซัสประหารนักโทษคนละ 1 ราย
แม้ในปี 2018 จะมีการกำหนดตารางประหารชีวิตนักโทษ 3 รายในวันเดียวกัน แต่เกิดขึ้นจริงเพียงรายเดียว หลังนักโทษในรัฐเท็กซัสได้รับการผ่อนผันโทษ และเจ้าหน้าที่เรือนจำในแอละแบมาประสบปัญหาในการเปิดเส้นให้น้ำเกลือและสารประหารชีวิต
การประหารชีวิต 3 รายล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยในปี 2025 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 47 คนใน 11 รัฐ ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการประหารชีวิต 52 คน
สำหรับปี 2026 รัฐฟลอริดามีการประหารชีวิตแล้ว 12 คน มากกว่าทุกรัฐรวมกัน ขณะที่โอคลาโฮมามี 3 คน และรัฐเทนเนสซีและแอละแบมามีรัฐละ 1 คน ทั้งนี้ มีการประหารชีวิตในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 20 คนในปีนี้ และยังมีนักโทษอีกเกือบ 1 โหลที่มีกำหนดถูกประหารชีวิตในช่วงที่เหลือของปี
ปัจจุบัน 23 จาก 50 รัฐของสหรัฐฯ ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และเพนซิลเวเนีย มีคำสั่งระงับการประหารชีวิต แม้กฎหมายยังเปิดช่องให้ใช้โทษประหารชีวิตได้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนการขยายการใช้โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ ขณะที่วิธีการประหารส่วนใหญ่ยังคงเป็นการฉีดยาพิษ โดยในปีที่ผ่านมา มีนักโทษ 39 คนถูกประหารด้วยวิธีดังกล่าว อีก 3 คนถูกประหารด้วยการยิงเป้า และอีก 5 คนด้วยวิธี ภาวะพร่องออกซิเจนจากไนโตรเจน ซึ่งเป็นการให้นักโทษสูดก๊าซไนโตรเจนผ่านหน้ากากจนขาดออกซิเจน
องค์การสหประชาชาติได้ประณามการใช้ก๊าซไนโตรเจนในการประหารชีวิต โดยระบุว่าเป็นวิธีการลงโทษประหารชีวิตที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ การประหารชีวิตด้วยก๊าซไนโตรเจนในรัฐอะลาบามาถูกระงับไว้เมื่อเดือนมิถุนายน หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำวินิจฉัยว่าวิธีการดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่การประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษยังคงดำเนินต่อไปในหลายรัฐของสหรัฐฯ.
ที่มา CBS News / AFP