ตบหน้าฉาดใหญ่ โพลจี้จัดการฟอกเงิน ซัดหมดศรัทธาต่อก.ม.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

‘สวนดุสิตโพล’เผยผลสำรวจประชาชน หมดศรัทธาต่อกฎหมาย จี้รัฐฟันตัวการใหญ่ กวาดล้างแก๊งฟอกเงิน-ภัยทางการเงินให้สิ้นซาก พบเคยเห็นโฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย

                เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่าง 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์ โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57

                ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ปัญหานี้ ร้อยละ 78.80

                ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งมีประสบการณ์ โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

                ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม”และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อประชาชนร้อยละ 76.11 มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างกฎหมายที่มีอยู่กับกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริงยิ่งร้อยละ 64.55 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล

                รวมทั้งเสียงประชาชนร้อยละ78.80เรียกร้องให้จัดการตัวการใหญ่ชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงิน ที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

                ท้ายที่สุด หลักนิติธรรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมายแต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนือเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายทางสู่การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทางอย่างยั่งยืน

ฟอกเงินภัยการเงินสวนดุสิตโพล

Leave a comment