
17 ส.ค. 2569 08:23 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
เมียนมาน้ำท่วมหนัก! ฝนมรสุมถล่มจมหมู่บ้าน-นาข้าว ชาวบ้านเดือดร้อนนับแสน
ฝนมรสุมที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคกลางของเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐสะกาย ทำให้หมู่บ้านและพื้นที่นาข้าวจำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน
สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ OCHA ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา น้ำท่วมจากฝนมรสุมรุนแรงในรัฐสะกาย รัฐยะไข่ รัฐอิรวดี และรัฐคะฉิ่น ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 390,000 คน โดยเฉพาะรัฐสะกายที่มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 230,000 คน โดยชาวบ้านในเมืองเวตเล็ต รัฐสะกาย เล่าว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องอพยพหนีน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถนำทรัพย์สินติดตัวออกมาได้
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายสำหรับผู้พลัดถิ่นจากสงครามในเมียนมา โดยชาวบ้านระบุว่า ผู้ลี้ภัยบางส่วนอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวขนาดเล็ก ซึ่งถูกน้ำท่วมจนจมมิด และไม่สามารถช่วยเหลือหรือขนย้ายข้าวของออกมาได้
นอกจากบ้านเรือนแล้ว น้ำยังสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมอย่างหนัก ต้นกล้าข้าวจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดหาย ทำให้ชาวนาไม่สามารถกลับมาทำนาได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกยังคงจมอยู่ใต้น้ำ
กระทรวงสวัสดิการสังคม การบรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ของเมียนมาระบุว่า จนถึงวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นในรัฐสะกาย ทำให้ประชาชนกว่า 11,400 คน จาก 3,220 ครัวเรือน ต้องย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว
ที่เมืองเวตเล็ต ชาวบ้านบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลปศุสัตว์ โดยอาศัยอยู่บนชั้นบนของบ้านและใช้ผ้าใบคลุมเป็นที่พักชั่วคราว ต้องพึ่งพาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มบรรจุขวดที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำมาให้ทางเรือ
ชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาจำเป็นต้องนำน้ำท่วมที่มีโคลนขุ่นมาต้มเพื่อใช้ดื่ม เนื่องจากไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอ
OCHA เตือนว่า สถานการณ์น้ำท่วมในเมียนมาอาจยังคงรุนแรงต่อเนื่องในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากฝนมรสุมยังตกต่อเนื่อง และระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งอยู่ในระดับอันตราย
ขณะเดียวกัน น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ที่พักพิง โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ความต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำสะอาด บริการสาธารณสุข และการฟื้นฟูอาชีพเพิ่มสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แม้ฝนมรสุมจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกษตรในภูมิภาค แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบฝนมีความแปรปรวน คาดเดาได้ยาก และอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น.
ที่มา : channelnewsasia