30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง "เมตา" ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

17 ส.ค. 2569 14:19 น.

30 รัฐในสหรัฐฯ เปิดศึกฟ้อง “เมตา” ครั้งใหญ่ที่สุด เรียกค่าเสียหายเฉียด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง “เมตา” กำลังเผชิญหน้ากับศึกทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โซเชียลมีเดีย เมื่ออัยการรัฐจาก 30 รัฐทั่วสหรัฐฯ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องดำเนินคดีในศาลสหรัฐฯ เพื่อเอาผิดกรณีการออกแบบแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ที่ส่งผลกระทบและเป็นภัยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง โดยค่าเสียหายอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 46 ล้านล้านบาท

คดีระหว่าง “เมตา” เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม กับรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่การพิจารณาคดีในสัปดาห์นี้ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมี 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนตักกี และนิวเจอร์ซีย์ เป็นโจทก์ในช่วงแรก ขณะที่อีก 25 รัฐคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในภายหลัง

คดีนี้มีต้นตอมาจากการฟ้องร้องในปี 2023 โดย 30 รัฐกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบฟีเจอร์ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อดึงดูดให้เด็กและวัยรุ่นใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนเกิดลักษณะคล้ายการเสพติด และมีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนรุนแรงขึ้น

รัฐต่าง ๆ ยังกล่าวหาว่าเมตาเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงกล่าวหาว่าบริษัทใช้ระบบแนะนำเนื้อหา การแจ้งเตือน และฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด

นอกจากเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว รัฐต่าง ๆ ยังต้องการให้เมตาปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมอย่างกว้างขวาง เช่น ยกเลิกการแสดงจำนวน “การกดไลค์” สำหรับผู้ใช้อายุน้อย กำหนดระบบตรวจสอบผู้ปกครองสำหรับบัญชีวัยรุ่น ปรับอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา ยุติการเล่นวิดีโออัตโนมัติ จำกัดการสร้างหลายบัญชี และควบคุมโพสต์ที่หายไปอัตโนมัติ เช่น Instagram Stories

ตัวเลขค่าเสียหายที่รัฐต่าง ๆ อาจเรียกร้องรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 46 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดทั้งหมดของเมตา อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายมองว่าโอกาสที่ศาลจะกำหนดค่าเสียหายในระดับดังกล่าวมีน้อยมาก เนื่องจากอาจทำให้บริษัทล้มละลายและส่งผลให้รัฐต่าง ๆ กลายเป็นผู้ถือครองบริษัทในทางปฏิบัติ

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า บริษัทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหา และมั่นใจว่าหลักฐานในการพิจารณาคดีจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนและปกป้องเยาวชน พร้อมย้ำว่าได้ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น

คดีนี้เกิดขึ้นหลังเมตาเผชิญความพ่ายแพ้ทางกฎหมายหลายครั้งในประเด็นผลกระทบต่อเยาวชน โดยเมื่อต้นปี ศาลในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินให้เมตา และยูทูบ จ่ายค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์แก่หญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่าเธอติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่วัยเด็ก และคณะลูกขุนเห็นว่าทั้งสองบริษัทมีความบกพร่องในการออกแบบหรือดำเนินงานแพลตฟอร์มจนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เยาว์

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้เยาว์ พร้อมปรับเงินบริษัท 942 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งประกาศให้โซเชียลมีเดียของเมตา มีสถานะเป็น “เหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะ”  ไม่ต่างจากโรงงานที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยมาตรการรวมถึงการจำกัดจำนวน “ถูกใจ” สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามวัยรุ่นส่งหรือรับเนื้อหาภาพเปลือย และจำกัดการแจ้งเตือนจากแอปในช่วงเวลาที่กำหนด

รัฐต่าง ๆ ยังอ้างถึงงานวิจัยภายในของเมตาเอง ซึ่งพบว่าจำนวน “ถูกใจ” อาจกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนสังคมออนไลน์ และเชื่อมโยงกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาพลักษณ์ต่อร่างกายที่แย่ลง และอารมณ์ด้านลบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

ขณะเดียวกัน เมตาได้ออกมาตรการใหม่เพื่อปกป้องผู้เยาว์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การเปิดตัว Teen Accounts บนอินสตาแกรม ในปี 2024 ซึ่งตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ พร้อมข้อจำกัดด้านการส่งข้อความและเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือควบคุมโดยผู้ปกครอง และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบว่าผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปีกำลังใช้งานอินสตาแกรมหรือไม่

คดีที่กำลังพิจารณาในแคลิฟอร์เนียจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะรัฐที่ร่วมฟ้อง 30 รัฐครอบคลุมประชากรเกือบ 2 ใน 3 ของสหรัฐฯ หากศาลมีคำสั่งให้เมตาเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มตามข้อเรียกร้อง ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อประสบการณ์การใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็กและวัยรุ่นทั่วประเทศ และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดียในอนาคต.

ที่มา BBC / Associated Press

Leave a comment