24 สิงหาคม 2569 เวลา 08:07 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ส่องกล่องดวงใจ ม.226 รธน. และ ม.62 พ.ร.ป. ส.ว.: เมื่อ กกต. ตีความกฎหมายสับสน ระหว่าง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กับ “คดีอาญา”
กลายเป็นประเด็นร้อนทางกฎหมายมหาชนทันที เมื่อ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ชี้แจงถึงเงื่อนไขการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเอาผิดผู้กระทำผิดในสำนวนคดีเลือก ส.ว. ทั้ง 229 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยสรุปหลักเกณฑ์ไว้ 3 ประการ คือ
1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้นหรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น
2. มีการกระทำทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน
3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และเทคนิคการตีความตัวบทกฎหมาย (Statutory Interpretation) คำชี้แจงดังกล่าวกลับสะท้อนถึง “ความสับสนในบทบาทหน้าที่” และ “การตีความกฎหมายที่แคบเกินจริง” ใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
1.มองข้าม พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: จำกัดตัวผู้กระทำผิดเกินขอบเขต
นายแสวงเริ่มต้นระบุว่า “ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น” โดยอ้างอิงกรอบของมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. จะมองเพียงรัฐธรรมนูญมาตราเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาประกอบกับ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ (Special Law) ด้วย
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 226: มุ่งเน้นไปที่ตัว “ผู้สมัคร”
• พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62: ระบุชัดเจนว่า “หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น…”
คำว่า “ผู้ใด” ในมาตรา 62 ขยายขอบเขตไปถึง “โบรคเกอร์, หัวคะแนน, หรือกลุ่มขบวนการจัดตั้ง” ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร การสรุปว่าต้องเป็นผู้สมัครทำเองหรือรู้เห็น “เท่านั้น” จึงเป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบของ กกต. และเปิดช่องโหว่ให้ขบวนการฮั้วที่ใช้คนกลางภายนอกหลุดรอดไปได้อย่างน่าเสียดาย
2. มองความผิดเป็นรายบุคคล แต่ละเลย “พฤติการณ์เชิงระบบ” และ “พยานนิติวิทยาศาสตร์”
ตัวอย่างการทุจริตที่นายแสวงยกมา เช่น จ้างลงสมัคร, จ้างลงคะแนน, หรือแลกคะแนน เป็นภาพสะท้อนการทุจริตแบบดั้งเดิม (Traditional Fraud) รายบุคคล แต่การฮั้วเลือก ส.ว. ครั้งใหญ่ที่มีผู้ร่วมเครือข่ายนับพันคน มีการวางโครงสร้างการลงคะแนน (Voting Block) อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนวันสมัคร ซึ่งมีพยานหลักฐานเชิงรูปธรรมชัดเจนใน 2 มิติ:
1)พยานประจักษ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Evidence): ข้อมูลล่าสุดจาก iLaw เปิดเปิดเผยภาพสะท้อนวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ณ อิมแพ็คฟอรั่ม ที่มีผู้สมัครประมาณ 1 ใน 3 (กว่า 1,000 คน) แต่งตัวเหมือนกันด้วย “เสื้อสีเหลืองเฉดพิเศษ สูทดำ ถือแฟ้มแบบเดียวกัน” เดินย้ายสายเป็นบล็อก และเมื่อเลือกเสร็จเวลา 03.50 น. กลับเดินออกพร้อมกันไปยังจุดจอดรถลับหลังอาคารเพื่อขึ้นรถตู้จัดตั้ง เช่น รถตู้ทะเบียน นข 4350 บุรีรัมย์
• พฤติการณ์นี้รายงานของ DSI ระบุว่าเป็นการแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่เพื่อให้เนียนในการประสานงาน และการจัดรถรับส่งฟรีเช่นนี้ เข้าข่ายการให้/รับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. ชัดเจน
• การยินยอมเข้าร่วมระบบสวัสดิการจัดตั้งเช่นนี้ ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวว่าผู้สมัคร “รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น” ตามมาตรา 62 อย่างดิ้นไม่หลุด
2) พยานทางสถิติตัวเลข (Statistical Evidence): เมื่อนำพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลืองมาประกอบกับ “ข้อเท็จจริงจากบัตรลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ” ซึ่งมีความน่าเชื่อถือทางคณิตศาสตร์สอดคล้องกัน (จนอาจเกิดเหตุบังเอิญได้เพียง 1 ใน 5 พันล้านล้านล้าน) นี่คือพยานแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) ที่แน่นหนากว่าผลตรวจ DNA และโกหกไม่ได้
เมื่อนำพฤติการณ์เชิงพื้นที่และหลักฐานทางสถิติมารวมกัน ย่อมเข้าเกณฑ์ “น่าเชื่อว่า ส.ว. ที่ถูกกล่าวหาได้รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ตามมาตรา 62 โดยไม่จำเป็นต้องรอพยานประจักษ์ครบทุกคน
3. สับสนระหว่าง “มาตรการควบคุมมการเลือกตั้ง” กับ “โทษทางอาญาตามมาตรา 77”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ กกต. อ้างคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” แต่กลับตั้งมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานสูงระดับ “ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ซึ่งเป็นการนำเอาเกณฑ์ของคดีอาญาตาม มาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. มาครอบทับกระบวนการตามมาตรา 62
• ชั้น กกต. (มาตรา 62): เป็นมาตรการควบคุมการเลือกตั้งและมาตรการการเมืองเพื่อ “ปกป้องความสุจริตของการเลือก” กกต. เป็นเพียงผู้รวบรวมและประเมินหลักฐานขั้นต้น หากเข้าเกณฑ์ “อันควรเชื่อได้” กฎหมายบังคับว่า กกต. “ต้องส่ง” ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและใช้อำนาจชี้ขาด
• ชั้นคดีอาญา (มาตรา 77): เป็นเรื่องการลงโทษจำคุกและปรับรายบุคคล ซึ่งเป็นขั้นตอนถัดมาจากคำพิพากษาของศาลฎีกา
การที่ กกต. ตั้งเงื่อนไขว่าจะส่งศาลฎีกาได้ ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ความผิดจนมัดแน่นระดับคดีอาญาเสียก่อน ทั้งที่มีพยานหลักฐานจากทั้ง DSI, iLaw และสถิติบัตรลงคะแนนรวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงเท่ากับเป็นการ “สลับขั้นตอน” และเปลี่ยนบทบาทของ กกต. จากผู้กลั่นกรองคำร้อง ให้กลายเป็น “ศาลชั้นต้น” ที่วางบรรทัดฐานตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเสียเอง
บทสรุป: กกต. ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์
การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. ต้องยึดหลักนิติธรรมและโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง:
“กกต. ไม่ใช่ศาล จึงไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องเพียงเพราะความสงสัย แต่เมื่อมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ทั้งพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลือง รถตู้บุรีรัมย์ และสถิติบอร์ดคะแนน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป. ส.ว. ประกอบมาตรา 226 รธน. กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ ‘ต้องส่ง’ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้อยู่ในจุดชี้ขาดขั้นสุดท้าย”
หาก กกต. ยังคงตั้งการ์ดสูงและตีความกฎหมายแบบจำกัดอำนาจตนเอง (Self-Restraint) เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ได้ ส.ว. จากการเลือกกันเองอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ก็อาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
24/8/69