25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เกี่ยวกับสำเนาคดีฮั้ว สว. หลุดได้อย่างไร และถามหาถึงคนรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ““สำนวนฮั้ว สว.” หลุดได้อย่างไร? คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด
ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่า
สำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร? เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน

1. “คนปล่อย” — สำนวนออกจากหน่วยงานได้อย่างไร?
หากเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงจากสำนวนของ กกต. หรือ DSI คำถามแรกไม่ควรเริ่มต้นที่คนซึ่งนำเอกสารมาแสดงต่อสาธารณะ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ใครเป็นผู้นำเอกสารออกจากสำนวน และมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดเผยหรือส่งมอบแก่บุคคลภายนอกหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อ DSI มีมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในสำนวนโดยเฉพาะ ส่วนกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมาย มิใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่คนใดจะหยิบออกมาเผยแพร่ตามความพอใจ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายอาญา กฎหมายเฉพาะ ระเบียบ และความรับผิดทางวินัย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
2. “คนรับ” — ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้
บุคคลภายนอกอาจกล่าวว่า “ผมไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีหน้าที่รักษาความลับของราชการ” ประโยคนี้อาจถูกในแง่ที่ว่า ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเหล่านั้นไปใช้กับประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติ
แต่ไม่ได้หมายความว่า “เมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานแล้ว จะรับและเผยแพร่เอกสารในสำนวนอย่างไรก็ได้” ต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลนั้นได้เอกสารมาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจากสำนวนที่ยังไม่เปิดเผย มีส่วนร่วมในการขอหรือชักจูงให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในลักษณะใด เพราะหากมีการร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาหลักเรื่อง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ประกอบกับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
3. “คนเผยแพร่” — ต้องแยก “พยานในสำนวน” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”
เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง คำให้การของพยาน ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหา ≠ ความผิด และการมีชื่ออยู่ในสำนวน ≠ เป็นผู้กระทำความผิดสำนวนการไต่สวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ทั้งพยานที่สนับสนุนและหักล้างข้อกล่าวหา ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะประเมินพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัยหากมีใครเลือกนำคำให้การหรือเอกสาร เพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ แล้วนำไปสร้างข้อสรุปต่อสังคมว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ย่อมต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ความเป็นธรรมของกระบวนการ และความรับผิดตามกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
คำถามที่สังคมควรถามแทนที่จะสนใจเฉพาะว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร?” ผมเห็นว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร?” ใครเป็นคนเอาออกมา? ใครเป็นคนส่งให้? ได้รับอนุญาตหรือไม่? เป็นเอกสารฉบับเต็มหรือเลือกมาเฉพาะบางหน้า? มีการตัดข้อความก่อนหรือหลังออกหรือไม่? และเหตุใดข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดจึงถูกนำมาใช้ต่อสู้กันในพื้นที่สาธารณะ? หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกอย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม” หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค
ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบองค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้
ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน”จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า “สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี ดีเอสไอ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือแม้กระทั่ง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”

หลังจากที่โพสต์ของ ศุภชัย ใจสมุทร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
“ใครต้องรับผิดขอบ vs ใครทำผิด ?”
“สีน้ำเงินสู้ๆ”
“ชัดเจนครับท่าน”
“ฟ้องเลยครับจะได้เปิดเผยหลักฐานต่อประชาชนจะได้รู้ไปเลยที่โยงโยงมั่วหรือฮั้วจริง ดีเหมือนกันครับฟ้องเลย”
“เห็นด้วยกับนายกฯครับ ถ้าฮั้วจริง เป็นเรื่องที่ชั่ว เหี้ย เลวมาก”
“ก็ฟ้องสิว่าจริงไหม พิสูจบนศาล”




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Suphachai Jaismut