25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:05 น.

‘ศิริกัญญา’ จี้จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้แผนชัด ด้าน ‘ศุภโชติ’ แฉโครงการไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ หวั่นเป็นช่องผันเงินสู่ทุจริต อัดโฆษณาไว้ก่อนคิดโครงการทีหลัง ขณะที่ ‘รักชนก’ ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ เอื้อผู้รับเหมารายเก่า
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯ ว่า พ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก. และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง
ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ไม่ตรงปกเช่น โครงการสินเชื่อนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ที่นายเอกนิติ นิติฑัณประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยพูดเอาไว้ แต่จากการประชุมกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ล่าสุดที่ผ่านมาเราได้มีการเชิญหน่วยงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้งสองการเข้ามาชี้แจง โดยทั้งสองการไฟฟ้าชี้แจงตรงกันว่า 1 ล้านเรือนนั้นเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เนื่องจากติดข้อจำกัดทางด้านเทคนิคคือโครงข่ายไฟฟ้าของเรามีศักยภาพไม่มากพอ หรือแม้แต่กำลังการผลิตติดตั้งที่มีการกำหนดไว้ว่า จะติดตั้งขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน แต่ทางสองการไฟฟ้าได้มีการชี้แจงไว้ว่าตัวเลขนี้ก็ยังไม่นิ่ง โดยตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้
นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า รวมถึงเงินอุดหนุนที่มีตามหน้าข่าวมีการปรากฏว่า จะมีการสนับสนุนเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่ไม่นิ่งอยู่เช่นเดียวกันและอาจจะมีการลดลงไปเหลือ 3 หมื่นบาทต่อราย ขณะที่แพ็กเกจพ่วงอย่างการผ่อนผ่านบิลค่าไฟ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาชี้แจงว่าประชาชนจะสามารถผ่อนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟได้ สามารถหักเงินได้อัตโนมัติเงินที่ประหยัดในแต่ละบิลจะถูกนำไปจ่ายค่าติดตั้งโซลาร์ได้โดยตรง การไฟฟ้าก็ชี้แจงเช่นเดียวกันว่าไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ในปัจจุบันเพราะการไฟฟ้าไม่สามารถนำเงินไปจ่ายกับธนาคารได้โดยตรง
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าโครงการที่เกิดขึ้นในด้านพลังงานนี้เป็นโครงการที่ค่อนข้างจะฉาบฉวยและมองว่าโครงการ 2 แสนล้านบาทนี้ หากนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากกว่า ส่วนโครงการที่ไม่ตรงปกคือโครงการของกระทรวงคมนาคมที่มีการตั้งงบประมาณว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวีถึง 4 พันล้านบาท ซึ่งตอนแรกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการตั้งเป้าว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะ 8 หมื่นคัน ครอบคลุมประเภทรถ 7 ประเภท แต่ต่อมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ออกมาบอกว่า กำลังอัปเดตและหารือกับกระทรวงการคลังอยู่ และล่าสุดที่มีการชี้แจงใน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนี้กรมสองส่งทางบกได้มีการเน้นย้ำว่ารถ 7 ประเภทอาจจะเหลือแค่แท็กซี่เท่านั้น เพราะมีวิธีการจัดการที่ค่อนข้างง่ายกว่ารถประเภทอื่น
“ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกัน” นายศุภโชติ กล่าว
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกโครงการที่ตนคิดว่าไม่มีเนื้อ เพราะไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งเราถาม ก็ยิ่งตอบคำถามไม่ได้ เช่นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตามหน้าข่าวเราจะเห็นว่ามีการจัดทำคำของบก้อนนี้ไปประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท เช่น กรมชลประทานที่มีการเสนอแผนงานว่าจะพัฒนาโครงการแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยมีการตั้งของบไว้ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีการสอบถามในห้องกมธ. ก็พบว่าไม่มีรายละเอียดและจะเป็นซื้อปั๊มน้ำ และติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น
“เรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน 2 แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชัน” นายศุภโชติ กล่าว

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม กมธ.ฯ อีก โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ได้บอกว่าต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำพิพากษาไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม จึงตั้งข้อสังเกตว่าท่านไม่อยากที่จะมาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหรือไม่ สุดท้ายทำให้ต้องมีการบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลอยากประชุมร่วมกับเราเมื่อไหร่ หากเปิดสมัยประชุมแล้วจะต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นหรือไม่
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา
”หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลาย 1 หมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อนผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ ไม่รู้ก่อนก็จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่“ น.สรักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สิ่งที่รับทราบจากข้าราชการ ซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้ว จากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่ละหลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั้ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่า
มอก. เดิมมีกี่เจ้า และช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้ มอก.อยู่ รับเละ หรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับ มอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสแทรกกระบวนการต่างๆอย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่าอาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร ทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา