คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้อง “ปริญญ์ พานิชภักดิ์”อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญาคดีอนาจาร-พรากผู้เยาว์ เหยื่อสาววัย 17 ปี และยังมีคดีค้างอีก 5-6 คดี

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ ที่ อ.1849/2565ซึ่งอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจาร

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยได้พรากหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยหญิงนั้นเต็มใจ ด้วยการที่จำเลยใช้มือขวาจับมือซ้ายในลักษณะกุมมือ และใช้มือซ้ายจับบริเวณต้นขาของผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยโจทก์ระบุว่าการกระทำอนาจารดังกล่าวมีลักษณะเปิดเผย เกิดต่อหน้าธารกำนัล เหตุเกิดในพื้นที่แขวงและเขตดินแดง กทม.โดยจำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุเกิดภายในรถตู้ส่วนตัวซึ่งมีผ้าม่านและฟิล์มดำปิดบัง รวมทั้งมีม่านกั้นระหว่างคนขับรถกับผู้โดยสาร ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ได้ และเป็นคดีอนาจารที่ยอมความได้ ซึ่งมีอายุความ 3 เดือนนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะที่เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2561 จึงเห็นว่าคดีส่วนดังกล่าวขาดอายุความ

ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยอาสาจะไปส่งผู้เสียหายที่คอนโดมิเนียม ระหว่างการเดินทางไม่มีการออกนอกเส้นทาง แต่เมื่อจำเลยลูบขาผู้เสียหายระหว่างทาง ผู้เสียหายจึงขอลงจากรถเพื่อเดินทางกลับบ้านเอง และจำเลยยินยอมให้ลงจากรถ พฤติการณ์จึงไม่เข้าลักษณะพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันเดียวกันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายปริญญ์ ซึ่งสวมชุดผู้ต้องโทษมาจากเรือนจำ เนื่องจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกในคดีความผิดทางเพศอื่น ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561เวลากลางวัน เมื่อนับระยะเวลาจนถึงวันฟ้อง คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำว่า “พราก” หมายถึงการพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอำนาจปกครองของบิดามารดา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออำนาจปกครองโดยไม่ได้รับความยินยอม แม้จำเลยกับผู้เสียหายจะอยู่ภายในรถตู้ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับ ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3ปี โดยไม่รอการลงโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปริญญ์ ถูกอัยการและผู้เสียหายยื่นฟ้องในคดีอื่นอีกหลายคดี โดยคดีส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ประมาณ 5-6 คดี

กระทำอนาจารคดีพรากผู้เยาว์ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Leave a comment