ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง ‘นิรัตน์’นง‘อธิบดีปภ.’ ‘ธีรพัฒน์’ดูแลโยธาฯ โยกธีรุตม์เป็นผู้ตรวจ

ครม.ไฟเขียวโยกย้ายบิ๊กมหาดไทยลอตใหญ่ 20 ตำแหน่ง เซมเบ้นั่งอธิบดีปภ.ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดอธิบดีสถ. ผู้ว่าฯเมืองคอนขึ้นอธิบดีกรมที่ดิน”-โยกธีรพัฒน์นั่งอธิบดีโยธาฯ-ธีรุตม์ไปนั่งผู้ตรวจราชการฯอนุทินยันโยกย้าย มท.ยึดหลักคุณธรรม แจงผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดีตามความเหมาะสม นิรัตน์น้อมรับคำสั่งย้ายนั่งอธิบดีปภ.นายกฯยันปมฮั้วสว.เชื่อความเห็นใครไม่ได้ต้องพิสูจน์ ตามกระบวนการ ด้านดีเอสไอเข้าแจ้งความกองปราบฯลุยเอาผิดกลุ่มคนเผยแพร่สำนวนคดีฮั้วสว.ชี้สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่กกต.โร่แจง ยันศุกร์ 28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนขอปชช.มั่นใจ ดำเนินการรอบคอบยึดหลักกม.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ ครอบคลุมตำแหน่งระดับ รองปลัดกระทรวง, อธิบดีกรม,ผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัด

โดยมีรายชื่อสำคัญ ดังนี้1. ระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (4 ราย) นายจำเริญ แหวนเพ็ชร จาก ผวจ.สุรินทร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนัฐพล นราดิศร จาก ผวจ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จาก ผวจ.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.อโรชา นันทมนตรี จาก ผวจ.นครปฐม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ผวจ.บุรีรัมย์ผงาดนั่งอธิบดีสถ.

  1. ระดับอธิบดีกรมและผู้ตรวจราชการกระทรวง(5 ราย)นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล จาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมชาย ลีหล้าน้อย จาก ผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ จาก อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โยกย้าย ผู้ว่าราชการฯ11จังหวัด

  1. ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด (11 ราย) นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จาก ผวจ.จันทบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายทศพล เผื่อนอุดม จาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่ น.ส.ฉัตรประอร นิยม จาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา ย้ายไปเป็น ผวจ.ตราด นายภาสกร บุญญลักษม์ จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จาก ผวจ.สุพรรณบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.นครราชสีมา

นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จาก ผวจ.มหาสารคาม ย้ายไปเป็น ผวจ.นครสวรรค์ นายเอกวิทย์ มีเพียร จาก ผวจ.ปทุมธานี ย้ายไปเป็น ผวจ.บุรีรัมย์ น.ส.ธนียา นัยพินิจ จาก ผวจ.พิจิตร ย้ายไปเป็น ผวจ.ปทุมธานี นายชาธิป รุจนเสรี จาก ผวจ.กำแพงเพชร ย้ายไปเป็น ผวจ.สระแก้ว นายพิริยะ ฉันทดิลก จาก ผวจ.ตราด ย้ายไปเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี และนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุดรธานี

อนุทินยันโยกย้ายยึดหลักคุณธรรม

เวลา 13.45น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นไปตามวาระปกติมีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ ส่วนกรณีที่โยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้พูดคุยอะไรกันบ้างนั้นท่านก็จะมาเป็นอธิบดีปภ.ตอนเป็นผวจ.เชียงใหม่ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่านายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้

เมื่อถามว่าการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไรเพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่ายึดหลักคุณธรรมความเหมาะสม และยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก

แจงปมโยกผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดี

เมื่อถามถึงกรณีโยกย้ายนายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ยืนยันว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้าย และความเหมาะสมในหน้าที่ของการทำงาน ผวจ.แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส

นิรัตน์น้อมรับคำสั่งนั่งอธิบดีปภ.

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน ส่วนภารกิจของปภ.ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

นายกฯชี้ฮั้วสว.พิสูจน์ตามกระบวนการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.เชื่อมโยงกับรัฐมนตรีและสส.พรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่องว่า“ครับก็เตรียมไปสู้กันในศาล วันนี้ก็มีการแจ้งความผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกันต่อไป ทุกอย่างมีกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถไปเชื่อความเห็นคนใดคนหนึ่งได้ มีการพิสูจน์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกอย่างเราต้องเคารพกระบวนการนั้นเราทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ความร่วมมือในทุกอย่าง เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้วสว.รัฐบาลจะตอบคำถามนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ผมยืนยันว่าอะไรที่เรารู้เราก็ตอบอะไรเราไม่รู้เราไม่เกี่ยวก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาตอบ”

รุทธพลรับเอกสารฮั้วสว.DSIของจริง

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่าเท่าที่ติดตามข่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงินซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)โดยตนก็มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร

ลุยเอาผิดมือปล่อย-เผยแพร่สำนวน

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลใดทำให้เอกสารหลุดออกไป หรือมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จจะให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงต่อตนว่าข้อมูลหลุดไปยังบุคคลภายนอกได้อย่างไร ตนยังทราบว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึงผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีความผิดทั้งในคดีอาญาและตามกฎหมายพิเศษ

เมื่อถามว่าการแจ้งความครั้งนี้จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลรวมถึงบุคคลภายนอกที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ด้วยหรือไม่พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้พิจารณาตามพยานหลักฐานว่า ผู้ที่นำเอกสารไปและนำมาเผยแพร่จะมีความผิดอย่างไรซึ่งเอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัย รมว.ยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม

DSIแจ้งเอาผิดคนเผยแพร่สำนวนฮั้วสว.

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ยอมรับว่าวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคลที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้วสว.อั้งยี่-ฟอกเงินสว.นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่เมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้วก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริงๆจึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญาเพราะตามหลักการแล้วการจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้นคดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้นซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย

ชี้สร้างความเสียหายสอบสวนคดีพิเศษ

พ.ต.ต.วรณันระบุว่าแต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสารและข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติมก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

ขอกองปราบฯขยายผลหาต้นตอ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงอีกว่าเรายึดหลักความโปร่งใสโดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะและมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วนคือ1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่และ2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นเป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้วสว.หรือไม่เพราะใกล้วันที่ 28ส.ค.69ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้นโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวนไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไรมันถือเป็นเรื่องเสียหายและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

แจงพฤติการณ์ความผิดหลายมาตรา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 323“ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรกเปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กกต.ยัน28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชี้แจงกรณีกระแสข่าวกกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนสว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป โดยสำนักงานกกต.ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใสและยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

ครม.เงากระทุ้งจี้กกต.สั่งฟ้องคดีสว.

เวลา08.45 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน ครั้งที่ 11/2569 โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก ครม.เงาแถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เร่งสร้างความชัดเจนเรื่องวันลงมติกรณีคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)โดยเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องวันลงมติ แต่คือทิศทางของมติ กกต.โดยตาม พ.ร.ป.การเลือกสว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นกกต.มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาไม่ใช่มาทำหน้าที่เป็น”เทรนเนอร์”วินิจฉัยจนสิ้นข้อสงสัยเสียเอง พร้อมเตือนกกต.อย่าใช้วิธีตัดตอนเพื่อช่วยเหลือเครือข่ายนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะกฎหมายครอบคลุมถึง “ผู้ใดก็ตาม”ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ได้บังคับใช้แค่ผู้สมัคร สว. เท่านั้น

เปิดหลักฐานโทรคุย19สว.62ครั้ง80วัน

นายพริษฐ์ได้เปิดเผยข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ระหว่างนางรัตนา บ่อถ้ำ (1ใน229คนที่ถูกคณะไต่สวนชุดที่ 16ชี้มูลความผิด)กับสว.จำนวนอย่างน้อย 19 คน รวมกัน 62 ครั้ง ภายในระยะเวลา 80 วัน (ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 9 กันยายน 2567) ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. ระดับประเทศและการปฐมนิเทศ สว. จากการตรวจสอบพบว่า นางรัตนา เคยได้รับการแต่งตั้งจาก นายชรัตน์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ในช่วงปี 2566–2568

จี้ ภท.แจงสัมพันธ์ผู้ช่วยงานสส.โยงฮั้ว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจึงขอฝาก 5 คำถามไปยัง นายชรัตน์ รัชกิจประการ เพื่อให้ออกมาชี้แจงต่อสังคมได้แก่นางรัตนา มาช่วยงาน สส.ชรัตน์ หรือพรรคภูมิใจไทยในเรื่องใดบ้าง เหตุใดผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจึงมีการโทรศัพท์คุยกับ สว. จำนวนมากในช่วงคาบเกี่ยวการเลือก สว. จริงหรือไม่ ที่นางรัตนาเป็นผู้ประสานงานหลักให้ สว. มาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน จริงหรือไม่ ที่นายชรัตน์เคยเดินทางไปร่วมประชุมกับ สว. ที่โรงแรมพูลแมน หากจริง การไปประชุมดังกล่าว ไปในนามส่วนตัว หรือในฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และมีผู้บริหารหรือ สส. พรรคภูมิใจไทยคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่าสำหรับกรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทย ออกมาแย้งเรื่องที่มาของข้อมูลการโทรนั้นนายพริษฐ์ระบุว่า ได้นำข้อมูลมากลั่นกรองในระดับหนึ่งแล้ว และมองว่าหลักฐานประวัติการโทรเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง เมื่อนำมาประกอบกับพยานบุคคล เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และโพยลงคะแนน จะเห็นภาพความเกี่ยวโยงที่ชัดเจนพอให้ กกต. สั่งฟ้องได้

ดักคอกกต.ยกคำร้องเจอฟ้องม.157

“ทั้งนี้ หาก กกต.มีมติยกคำร้องจริง ฝ่ายค้านได้เตรียมแผนรองรับไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ดำเนินคดี กกต.: ฟ้องร้อง กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ (มาตรา 157) 2.หาช่องทางส่งศาล แสวงหากลไกทางกฎหมายเพื่อส่งหลักฐานตรงไปยังศาลฎีกา 3. แก้ไขกฎหมาย ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือก สว. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหาย (ผู้สมัคร สว. หรือ สว.สำรอง) สามารถยื่นฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง”นายพริษฐ์ กล่าวย้ำ

ปชน.จี้ถกพรก.เงินกู้4แสนล.ไร้แผน

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้4แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯวันที่ 26ส.ค.นี้ว่าพ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก.และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ศุภโชติแฉไม่ตรงปก-หวั่นมีช่องทุจริต

ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

“จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกันเรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน2แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น”นายศุภโชติ กล่าว

ไอซ์ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะกมธ.วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่าในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาร์ปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

“หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อน ผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ไม่รู้ก่อน จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงินหรือสส.เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่”น.สรักชนก กล่าว

ดักคอหวั่นเอื้อผู้รับเหมารายเก่า

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่าสิ่งที่รับทราบจากข้าราชการซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้วจากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจนส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั๊ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่ามอก.เดิมมีกี่เจ้าและช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนกตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้มอก.อยู่ รับเละหรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับมอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสต์แทรกกระบวนการต่างๆ อย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่า อาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร โดยทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ย้าย20ตำแหน่ง

Leave a comment