ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

ไขปริศนา "กำแพงโคลน" ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

27 ส.ค. 2569 11:36 น.

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

นักวิทย์เร่งหาคำตอบ อะไรเป็นต้นเหตุของน้ำหลากครั้งรุนแรงพุ่งลงมาตามหุบเขาบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ราย และหลายร้อยคนยังสูญหาย

หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน หลังคลิปภาพจำนวนมากเผยให้เห็นมวลโคลนและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลถล่ม ซัดอาคารสูงหลายชั้น ก่อนกวาดรถยนต์และรถโดยสารไปกับกระแสน้ำอย่างรุนแรง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว

โดยในช่วงแรกมีรายงานว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่มลงมาปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนที่น้ำจะสะสมและทะลักลงพื้นที่ด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า การวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเพิ่มเติมพบว่า พลังงานที่ตรวจจับได้อาจเกิดจาก ดินถล่ม มากกว่าแผ่นดินไหว

ขณะที่ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเมินเบื้องต้นว่าอาจเกิด หินและน้ำแข็งถล่ม ในฝั่งเนปาล ส่งผลให้แม่น้ำ Lhende ถูกปิดกั้น

เมื่อเส้นทางน้ำถูกปิด น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง ก่อนทะลักลงมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นกระแสน้ำที่พัดพาโคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลลงมาตามหุบเขา

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ ก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีฝนตกหนักอย่างที่มักพบในเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโอระบุว่า การไม่มีฝนตกหนักก่อนหน้าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ และทำให้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกสามารถตรวจจับเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ยาก

โดโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังกฤษอธิบายว่า ในพื้นที่ภูเขา แม่น้ำมักมีลักษณะแคบ เมื่อเกิดหิมะถล่มหรือดินถล่มลงไปปิดทางน้ำ น้ำจะสะสมอย่างรวดเร็ว และเมื่อสิ่งกีดขวางแตกออก น้ำจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภัยพิบัติประเภทนี้จึงแตกต่างจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักทั่วไป และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสัญญาณเตือนจากฝนในระดับที่ผิดปกติ

เตือนอาจเกิดน้ำหลากระลอกสอง

นักวิทยาศาสตร์ยังแสดงความกังวลว่าอาจเกิดน้ำหลากในลักษณะนีัเพิ่มเติม หากบริเวณต้นน้ำยังมีสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นแม่น้ำอยู่

ฉางกง จาง หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ ICIMOD เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ ขณะที่ทีมวิทยาศาสตร์ยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณต้นน้ำอย่างใกล้ชิด

Climate Change เกี่ยวข้องหรือไม่?

แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ แต่ภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ

หนึ่งในนั้นคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งถอยร่น และชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost ลดลง ซึ่งล้วนสามารถเพิ่มความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขาและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มหรือการพังทลายของมวลน้ำแข็งได้

เนปาลยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อ Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งเกิดจากมวลน้ำมหาศาลที่สะสมอยู่บริเวณทะเลสาบจากการละลายของธารน้ำแข็ง ก่อนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การจะสรุปว่าภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์เหตุการณ์โดยเฉพาะก่อน เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตจึงยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภูมิประเทศที่ลาดชันและหุบเขาแคบของเทือกเขาหิมาลัย สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ดินถล่มเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นมหันตภัยน้ำโคลนที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา : channelnewsasia

Leave a comment