28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

แทรกแซงแบบครบวงจร! ‘อภิสิทธิ์’ กางต้นตอ ‘องค์กรอิสระ’ เกิด ‘วิกฤติศรัทธา’ เพราะ ‘นักการเมือง-สว.’ ส่อเข้าข่ายใช้เสรีภาพ ’ล้มล้างการปกครอง‘ ลั่นอยู่เฉยไม่ได้ ชง2โอกาสทองรื้อที่มา ‘องค์กรอิสระ-วุฒิสภา’ เป็นทางออกหากมีการแก้รธน.
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ฯ เปิดการสัมมนา และกล่าวในหัวข้อ“ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า ตอนที่ตนกลับมาทำงานการเมืออีกครั้ง มีเพื่อนแซวว่าทำไมยังมาเป็นกรรมาธิการสามัญอีก ซึ่งตนตั้งใจว่าจะต้องมาเป็นกมธ.ชุดนี้ ตลอดเวลา 30 ปีเมื่อถูกถามความล้มเหลวขิงองค์กรอิสระ ที่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง หลายคนสงสัยว่าทำไมประเทศไทยซึ่งใช้ระบบรัฐสภาจึงได้มีการตั้งองค์กรอิสระ เพราะในต่างประเทศที่ใช้ระบบสภาเขาไม่ต้องมีองค์กรอิสระ ในหลายประเทศไม่มีแม้กระทั่งมานั่งอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เราเห็นการแสดงความรับผิดชอบของนักการเมืองมาโดยตลอดเวลา ตั้งแต่สส. รัฐมนตรี ไปถึงนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กลไกคือเมื่อสังคมสร้างหรือร่วมตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นหลายกรณี คือเจ้าตัวแสดงความรับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือแคนาดา ถ้าเจ้าตัวไม่แสดงความรับผิดชอบ สิ่งที่เราเห็นคือพรรคที่สังกัดจะจัดการ จะเห็นว่า ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักรเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น กลไกที่เปลี่ยนคือพรรคที่นายกฯสังกัดบอก พอแล้วไม่ไหวแล้ว แต่ในระบบพรรคการเมืองของไทยจนถึงทุกวันนี้ตนกล้าพูดว่า เกือบทุกพรรคยังมีลักษณะของพรรคที่มีเจ้าของ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้กลไกนี้ยกเว้นเจ้าของกับนายกฯหรือเจ้าของกับผู้บริหารสูงสุดของพรรคการเมืองนั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วหลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมาเราก็เริ่มจะมีความมั่นใจว่ากลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตยแต่ตั้งแต่ปี 2535 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่าได้กลไกขึ้นมาแต่เหมือนถูกใช้ ในลักษณะเสียงข้างมาก ไปตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ ตนได้เห็นความเห็นของนายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่บอกว่าในระบบของสังคมไทยเมื่อผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมีสถานะมีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากความพยายามไล่จับขโมยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตนรับแนวความคิดนี้มา และพยายามผลักดันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดการเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 แนวคิดในเรื่องนี้จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะสามารถมาตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยมิชอบ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนต้องพูดเรื่อง เพราะมาวันนี้เกิดวิกฤตมีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่าขอลบทิ้งไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 4. เกิดขึ้นมีกลไกนี้เข้ามาช่วงแรกกองเชียร์เยอะมาก และเห็นผล ป.ป.ช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่ ตทออดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นกกต.แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก คนเชียร์ว่าให้ใบเหลืองไม่พอต้องให้ใบแดงด้วย ก็มีการไปแก้ให้ใบแดง ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการในการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งที่องค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตยด้านหนึ่งต้องมีอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งคนเขียนกติกาต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพราะฉะนั้นในกรณีของรัฐธรรมนูญปี 40 คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหวังว่าจะปลอดจากการเมือง แต่ถูกพิสูจน์ว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีการเข้าไปแทรกแซง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มารัฐธรรมนูญปี 50 ก็พยามจะแก้เรื่องนี้ โดยมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา ระหว่างเลือกตั้งและสรรหา ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไปอีกขั้นหนึ่งเพราะนอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหารเข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว ยังเตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเอง และเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระ ด้วยการทำระบบการเลือกวุฒิสภา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก ตนไม่เชื่อว่าจะมีที่อื่นใช้ และคิดว่าวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือสามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภาเพื่อสามารถจะเป็นผู้คนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร ปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระที่มีการแทรกแซง ยังมีปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อมีหน่วยงานไหนก็ตามอยู่ไปสักพักก็จะขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหา ที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระหรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่าทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติ ขององค์กรอิสระ
“เราต้องคิดถึงทางออก ที่ผมพอมองเห็นในขณะนี้คือ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันเดิมจนถึงวันนี้ว่าผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจนักการเมือง หากนักการเมือง และพรรคการเมือง ยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้
แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมายทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ ใน 2 ส่วน คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา ที่เชื่อว่าจะเป็นองค์กรที่คัดสรรองค์กอิสระ นอกจากนั้นคือ การแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การกำหนดให้ ประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบป.ป.ช. แต่หากการแก้ไขยังได้ยาก ต้องปรับปรุงกฎที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงานโปร่งใส” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยวันนี้ ถ้าสมมุติเราบอกว่าพรรคการเมืองยึดครอง สว.และส่งคนเป็นองค์กรอิสะ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว. ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาฯยืนขวางอยู่ ตนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน
นักการเมือง, รัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, เสรีภาพ