28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:18 น.

“เชาว์” ชี้ พ.ร.บ.สันติสุขเสี่ยงเปิดช่องเลือกปฏิบัติ จี้ตีความให้ชัด ทำไมกฎหมายให้สิทธิแล้วต้องรอกรรมการชี้ขาด
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad ตั้งข้อสังเกตต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยชี้ว่า ขณะนี้ยังมีความสับสนว่า ผู้ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายจะได้รับสิทธิทันที หรือจำเป็นต้องรอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาเป็นรายบุคคลและรายความผิดเสียก่อน
นายเชาว์ตั้งคำถามว่า “กฎหมายมีผลแล้ว แต่สิทธิยังต้องรอใครกดปุ่มอนุมัติอีกหรือ?” พร้อมยกบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติ “ตัดข้อความ” ท้ายมาตรา 7 ที่เดิมระบุว่า “…ทั้งนี้ นับแต่วันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป” ออกจากร่างกฎหมาย
อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การตัดข้อความดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่า ผู้ร่างไม่ต้องการให้มติของคณะกรรมการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการพ้นผิดในทุกกรณี โดยตั้งคำถามว่า “ถ้ายังตั้งใจให้ต้องรอมติคณะกรรมการ แล้วกรรมาธิการจะตัดข้อความนี้ออกไปทำไม?” พร้อมเสนอว่า หากบุคคลหรือคดีเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอย่างชัดเจน ผลของกฎหมายก็ควรเกิดขึ้นได้โดยตรง ส่วนคณะกรรมการควรทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาหรือข้อโต้แย้งว่า บุคคลหรือการกระทำนั้นเข้าเงื่อนไขหรือไม่
“ถ้ากฎหมายให้สิทธิแล้ว คณะกรรมการควรมีไว้แก้ ‘ข้อสงสัย’ ไม่ใช่สร้าง ‘ด่านใหม่’ ให้ทุกคนต้องรอ” นายเชาว์ระบุ
นายเชาว์ยังเตือนว่า หากตีความว่าผู้มีสิทธิตามกฎหมายทุกคนต้องรอคณะกรรมการวินิจฉัยก่อน เท่ากับทำให้คณะกรรมการไม่ได้มีเพียงอำนาจชี้ขาดข้อสงสัย แต่กลายเป็นผู้ “อนุมัติสิทธิ” ให้บุคคลเป็นราย ๆ ไป ซึ่งจะทำให้อำนาจดุลพินิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจกระทบต่อหลักความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย โดยยกตัวอย่างว่า หากบุคคลสองคนกระทำความผิดลักษณะเดียวกันและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้รับการยุติคดีหรือปล่อยตัวทันที เพราะผู้ใช้อำนาจเห็นว่ากฎหมายมีผลโดยตรง ขณะที่อีกคนยังต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกคุมขังต่อ เพราะถูกตีความว่าต้องรอคณะกรรมการ ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานในการใช้กฎหมาย
“กฎหมายฉบับเดียวกัน ความผิดแบบเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้สิทธิวันนี้ อีกคนต้องรอ ปัญหาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดจากเจตนาเลือกปฏิบัติโดยตรง แต่การให้อำนาจดุลพินิจที่กว้างเกินไป หรือการตีความกฎหมายแตกต่างกัน ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เสมอกัน โดยเฉพาะเมื่อผลของการตีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินคดีและอิสรภาพของบุคคล”
นายเชาว์เห็นว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว หากคดีเข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. ผู้มีอำนาจในแต่ละขั้นตอนก็ควรสามารถดำเนินการตามผลของกฎหมายได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในทุกกรณี
“ถ้ากฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม แต่สิทธิของแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ตีความ หรือคณะกรรมการจะวินิจฉัยอย่างไร ก็ต้องถามว่า เรากำลังใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกำลังเปิดช่องให้เกิดการใช้กฎหมายคนละมาตรฐาน?” นายเชาว์ระบุ