30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:14 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สส.นครศรีธรรมราช และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้
โดย นายชัยชนะ กล่าวว่า รัฐบาลควรมีนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันและเป็นระบบเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ได้ในระยะยาว ตนขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตั้งแต่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดที่ราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่เกิน 15 บาท ขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรสูงถึง 20 บาท จึงได้เสนอให้ ครม.พิจารณาโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร หรือ “รับเบอร์วัลเลย์” (Rubber Valley) ที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยนำเสนอเพื่อแปรรูปและส่งออกอย่างยั่งยืน พร้อมกับได้เสนอให้รัฐบาลจัดทำแอปพลิเคชันบันทึกบัญชีต้นทุนการทำสวน หากเกษตรกรเข้าร่วมอย่างถูกต้อง ควรได้รับสิทธิพิจารณาเงินเยียวยาก่อนเป็นกลุ่มแรก
ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไว้ ก็ควรนำมาพิจารณาลงทุนในโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” (Southern Connect) เพื่อพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงท่าเรือสงขลา ท่าเรือระนอง และท่าเรือตรัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมยกระดับศูนย์กระจายสินค้า อ.ทุ่งสง เป็นศูนย์ ICD เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร
นายชัยชนะ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจนถึงนโยบายการก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อมาเลเซีย (เพชรบุรี – สุไหงโก-ลก) พร้อมกับให้จัดทำแผนงานแจกแจงรายละเอียดการใช้งบประมาณว่าอยู่ในปีงบประมาณ 2570 หรือ 2571 และต้องใช้งบประมาณเท่าใด โดยจะต้องมีกำหนดการแล้วเสร็จให้ชัดเจนด้วย
นายชัยชนะ กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลต้องทบทวนและตรวจสอบความคุ้มค่าและโปร่งใสของงบประมาณให้ครบถ้วน รวมไปถึงจำนวนกำลังพลว่า มีชื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ตัวอยู่จริงหรือไม่ มีการทุจริตเบิกเงินเดือนแต่ตัวไม่อยู่หรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์และกล้องวงจรปิดว่าสูญหายหรือไม่ และหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวกลุ่มผู้ก่อเหตุ ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ขอฝากไปถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมว่า สิ่งที่เคยประกาศว่าจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ภาคใต้ วันนี้เป็นรัฐบาลแล้วแต่ยังไม่เห็นการเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างแท้จริง ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ขอให้ท่านลงไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่ลงไปแค่สร้างภาพแล้วกลายเป็นภาระให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาคอยต้อนรับ หาก ครม. ลงไปแล้วทำจริง ให้งบประมาณจริง พัฒนาจริง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ เราก็พร้อมยินดี
ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลก่อนการประชุม ครม.สัญจรว่า ตนมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความเดือดร้อนใน 3 ด้าน ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย คือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำหลังเผชิญอุทกภัย ที่พบว่าการขุดลอกคูคลองในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงล่าช้า ติดหล่มขั้นในตอนการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมา จึงขอเสนอให้กรมชลประทานนำเครื่องจักรของตนเองลงพื้นที่ดำเนินการโดยตรง หรือบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อเร่งลอกทางน้ำให้ทันท่วงทีก่อนที่ฤดูมรสุมระลอกใหม่จะมาถึง เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบกลางลงมา แต่การดำเนินงานไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และทำให้กรมชลประทานต้องตกเป็นแพะรับบาปในท้ายที่สุด
นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน พบว่ายังคงมีความวิตกกังวลและสับสนอย่างยิ่ง เนื่องจากในอดีตเคยมีบทเรียนจากการผลักดันโครงการพลังงานต่างๆ ที่สัญญาว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีหรือก๊าซราคาถูก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้จริง ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดกลับกลายเป็นกลุ่มนายหน้าและนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน ดังนั้นจึงได้สะท้อนให้รัฐบาลต้องเปิดรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงจังตามกรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และต้องไม่ดำเนินนโยบายที่สวนทางกับสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง
นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นปัญหาวิกฤตของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาพทะเลสาบตื้นเขินจากตะกอนดินทรายหลังน้ำท่วม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมซ้ำเติมวิกฤติด้วยการลักลอบปล่อยน้ำเสียด้วย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เข้ามาแสดงบทบาทและรับผิดชอบดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมถึงโครงสร้างท่อระบายน้ำใต้ดินที่ชำรุดทรุดโทรม ก่อนที่จะระบายน้ำเสียลงสู่คลองแห คูเต่า อำเภอบางกล่ำ และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความสมบูรณ์ให้แก่แหล่งทำมาหากินของชาวประมงอย่างเร่งด่วน