“เชษฐา” แกะเกมส้ม ใช้ฮั้ว สว. ปั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” ชี้หลักฐานยังจำกัด ล้มพรรค-รัฐบาล ไม่สำเร็จ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยมองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างและตอกย้ำวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วนเข้ากับพรรคภูมิใจไทย


ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า เป้าหมายทางการเมืองคือการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้านขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคงและผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่าพรรคสีน้ำเงินกำลังขยายอำนาจหรือกินรวบประเทศหรือไม่


“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”

ผศ.ดร.เชษฐา ยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคประชาชนมีความแข็งแรงด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วนทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหาในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมือง ในโลกออนไลน์ กับ น้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อและยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง

“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”

หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริงและสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการกระทำของสมาชิกหรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง

การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง

ผศ.ดร.เชษฐา ประเมินว่า หากต้องให้น้ำหนักจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ตนให้น้ำหนัก ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพรรค แต่อาจไปถึงบุคลากรบางรายของบางพรรค หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง


“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”

ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่นถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์

ดังนั้น แม้เกมฮั้ว สว. จะสร้างกระแสและสามารถนำไปต่อยอดเป็นประเด็นทางการเมือง รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากถามถึงผลทางกฎหมายที่จะลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย หรือรุนแรงถึงขั้นกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ยังไปไม่ถึง

พร้อมมองว่า หลังจากนี้การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง “บ้านส้ม” กับ “บ้านน้ำเงิน” จะยิ่งเข้มข้น โดยฝ่ายหนึ่งพยายามผลักวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ขณะที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและผลงานรัฐบาลเข้าสู้

ท้ายที่สุด ประชาชนจึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ “ชนะกระแสบนโซเชียล” กับสิ่งที่ “ชนะด้วยหลักฐาน” เพราะข้อกล่าวหาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ แต่การจะเอาผิดบุคคล พรรคการเมือง หรือทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบ ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสบนโลกออนไลน์

พรรคส้มเชษฐา ทรัพย์เย็น

Leave a comment