30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:11 น.

เท้ง-มาร์คเร่งสุมไฟ สับคดีฮั้วสว. ต้นตอชิงกินรวบปท. จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา กกต.ขอทุกฝ่ายเห็นใจ นัดประชุมลงมติ14ก.ย. ย้ำไม่มีใครมากดดันได้
เวทีผู้นำฝ่ายค้านกระหึ่ม! “เท้ง” ลั่นโกงฮั้ว สว. จุดเริ่มต้น “กินรวบประเทศ” พร้อมจับมือมาร์ค เร่งสุ่มไฟ จี้ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาอ้างฝ่ายค้านใช้สิทธิ์ตามหน้าที่ไม่ปล่อยให้ลอยนวล ขณะที่ กกต.ยัน14 กันยายน ชี้ขาดมติเอกฉันท์ส่งศาลฎีกาคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์”ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอประชาชนมั่นใจ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ”การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”
โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งว่า อาจมีความฉุกละหุกเล็กน้อย ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่จัดโครงการ”วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน”ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบ หากพูดกันชัดๆ คือ การตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตรงกับการที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึง”ระบอบสีน้ำเงิน” ครบ 100 วันพอดี
‘เท้ง’ซัดจุดเริ่มกินรวบปท.
“คำว่านิยามของระบอบสีน้ำเงินก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบที่ต้องการการถ่วงดุลตรวจสอบ ยึดโยงกับประชาชน แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือ องค์กรอิสระ มาจากการแต่งตั้งของสว.ที่อาจจะถูกจัดตั้ง หรือโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่าระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศอยู่ และการแสดงความคิดเห็นของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ชูขึ้นมา ทำให้เห็นภาพชัดว่า การโกง สว.คือจุดเริ่มต้นของการกินทั่วประเทศ”ผู้นำฝ่ายค้านฯย้ำ
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น หมุดหมายที่สำคัญ มีเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน คิดว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยกันส่งเสียงว่าอยากได้ระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินทั่วประเทศอยู่ อันนี้เป็นสิ่งน่าจะมาผลักดันร่วมกันและอยากชวนให้ทุกคนคิดเพิ่มเติม กรณีนักวิเคราะห์หลายคนบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะเอาผิดคนโกง สว.ได้ยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะคนที่เลือกกกต.ชุดใหญ่4ใน7คน ถูกเลือกมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน และหลายๆ คนก็อยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง
บี้กกต.เร่งส่งสำนวนไปศาล
“ดังนั้นจะคาดหวังได้อย่างไร กับการใช้อำนาจบอกว่ามันมีมูลนะ บอกได้ว่ามีการโกงสว.นะจากคนที่ถูกเลือกเข้ามาเพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงๆ หลายๆ คนจึงบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมอยากให้ทุกคนมองแบบนี้ ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายๆคน รวมถึงตัวผมเอง เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ การทำงานการเมืองคือการที่ต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าพูดอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย ความคิดเดิมๆ เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน แต่ผมเชื่อว่าการที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้ทุกวัน เรากำลังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้ มากขึ้นทุกวัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว.เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต.ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 ก.ย.ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น
อภิสิทธิ์รับตรวจสอบยาก
ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯที่ได้ร่วมเสวน กล่าวตอนหนึ่ง แสดงความเป็นห่วงกังวลอย่างมากต่อสภาพบ้านเมืองระบบในปัจจุบันโดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเคยกลัวเรื่องการรวบอำนาจผ่านเสียงข้างมากในสภาที่ทำให้กลไกสภาดูไร้ความหมาย ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ระบบรัฐสภาจะมีการแบ่งประเด็นชัดเจน เช่น เรื่องงบประมาณหรือการไม่ไว้วางใจที่ต้องเข้มงวดตามมติพรรค แต่ในเรื่องอื่นๆ ควรเปิดให้เห็นต่างได้โดยไม่ต้องบีบบังคับด้วยมติพรรคเหมือนที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ นอกจากนี้ ยังระบุถึงการนำกลไกตรวจสอบถ่วงดุลออกไปไว้นอกสภา ผ่าน”องค์กรอิสระ”ที่สร้างขึ้นมาหวังให้เป็นกลาง แต่เมื่อต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภากลับพบปัญหาว่าวุฒิสภา ไม่ได้เป็นกลางและมีการสร้างเครือข่ายอำนาจขึ้นมา
กังขาทฤษฎีสมคบคิด
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้ที่น่ากลัวคือมันไปไกล จนเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างลุกลามไปถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบ ทำได้ยากมาก พร้อมยกเหตุการณ์สมมติว่า หากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาได้และส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ เมื่อรัฐบาลทำผิดองค์กรเหล่านั้นก็จะไม่ตรวจสอบ และไม่มีใครสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระซึ่งตั้งคำถามว่าสภาพการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนจึงไม่ทราบว่าทำไม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบตน ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี
นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในอดีตที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมีหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทั้งในสภาฯและหลายๆอย่าง แต่เราคงไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆแต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราพูดเสมอ คือ เราต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ตนไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ให้ถึงที่สุด ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเชื่อว่ามันไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป
สับเละเตือนวิกฤต“ฮั้วสว.-สสร.”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงวิกฤตองค์อิสระกกต.และการเลือกสว.ว่าการร่วมเวทีเดียวกันไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง พร้อมอ้างถึงคำเตือนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับวิกฤตขององค์กรอิสระ โดยเปรียบเทียบว่าก่อนปี2540ที่ยังไม่มีองค์กรเหล่านี้ แทบไม่มีประวัติศาสตร์การลงโทษผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมักถูกออกแบบให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งตนไม่ได้สรุปว่าไม่ควรมีองค์กรอิสระเพียงแต่ต้องระมัดระวังในการสรุปผลเนื่องจากในต่างประเทศมักใช้กระแสสังคมเป็นกลไกจัดการผู้กระทำผิดแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ระบุว่าตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ขอเตือนให้ระวังการเกิด”ฮั้วสสร.”ซึ่งจะเป็นการเขียนกติกาใหม่เพื่อรับรองสิ่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันให้หนักหนายิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้าน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กันไป โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ โดยดึงภาคสังคมเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง
เตือน กกต.อย่าลอยตัว
ในส่วนของประเด็นการฮั้ว สว.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ามีความกังวลต่อกระแสข่าวการเลี้ยงฉลองล่วงหน้าว่าทุกคนจะรอดพ้น ในวันที่ 14 กันยายนนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงเกณฑ์”หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”ที่กกต.จะใช้ส่งให้ศาลพิจารณา โดยจากการตรวจสอบพบว่านายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เคยเตือนผู้สมัครโดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาว่าเพียงแค่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็เป็นความผิดแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนแนวทาง เน้นองค์ประกอบความผิดเรื่องการเสนอผลประโยชน์ทั้งที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อเดือนสิงหาคม กันยายนและพฤศจิกายนปี2568 วินิจฉัยชัดเจนว่าลำพังเพียงบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINEหรือการแลกคะแนนกันโดยไม่มีพฤติกรรมอื่นก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.แล้ว
พร้อมยังตั้งคำถามไปถึงกกต.ว่าเหตุใดจึงไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งที่มีบรรทัดฐานจากศาลฎีกาและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเป็นขบวนการมากกว่ากรณีในอดีต
ยัน14ก.ย.นี้ไม่จบโดนเช็กบิลแน่
“ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจเพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว.และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่าน โดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทรจะเข้าใจผิดเพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม”นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมย้ำอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงในวันที่ 14 กันยายน แน่นอนและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป
‘ชัยธวัช‘ซัดวิกฤตตั้งแต่ยุค‘คสช.’
จากนั้นนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวตอนหนึ่งว่า ถามว่า กังวลหรือไม่กับวิกฤตความเชื่อมั่นของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีโกง สว.ต้องบอกว่า ส่วนตัวกังวลมาตั้งแต่การมีรัฐประหารปี 2557 กังวลตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 กังวลตั้งแต่ คสช. ตั้ง สว.จากการแต่งตั้งครั้งแรก และมีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน เลือกนายกฯได้ด้วย ตนถามว่าทำไมพึ่งจะมากังวลกัน ก่อนหน้านี้ไม่ต้องโกงให้เหนื่อยก็สามารถตั้งได้ดื้อๆ เลย ตนทวนความจำให้ไอไม่ไม่โกงตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ ถ้าจะพูดเรื่องโกงสว.หรือ วิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตนคิดว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ต้องพูดในบริบทของพัฒนาทางการเมืองไทย ที่อย่างน้อยนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน
“พูดง่ายๆ ถ้าถามตนว่าคดีโกงสว.ทำให้ผมกังวล เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้กังวลในแง่นั้น แต่กังวลใหญ่กว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ใช่วิกฤต แค่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น คดีโกงสว.เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงินที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ผมคิดว่าถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องมองภาพใหญ่กว่านั้น“ นายชัยธวัช กล่าว
ระบบน้ำเงินครอบงำองค์กรอิสระ
นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า พูดถึงองค์กรตรวจสอบทวง ถ่วงดุลการใช้อำนาจที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตยแต่องค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังหลังรัฐประหารปี2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มามาจากการเลือกตั้ง เป็นกลไกกำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินดังนั้นไม่แปลกกลไกเหล่านี้จึงทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง ป.ป.ช.จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนมันแล้วแต่ว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ์ยุบพรรค
‘ชัยธวัช’ชงเลิกมรดกรัฐประหาร
นายชัยธวัชกล่าวช่วงหนึ่งว่าหากเราผลักดันจนสามารถได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเหตุผลอะไรที่จะคงวุฒิสภาไว้อีก หากตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรจะมี เราถูกสอนที่เชื่อว่า สว.เป็นสิ่งที่จำเป็นจำเป็นต้องมีในระบบรัฐสภาของไทย เอาเข้าจริง สว.แบบที่เรารู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรก เมื่อปี 2490 เป็นการตั้งใจทำให้เป็นองค์กรแต่งตั้งตั้งแต่แรก เพื่อไปควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ท้ากกต.ส่งฟ้องฮั้วสว.ทั้ง 229คน
นายชัยธวัช ฝากคำถามไปยัง กกต.ว่า เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไรว่าจะต้องดำเนินคดีกับคนที่เอาเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต.ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการทำงานของ กกต. เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ตนคิดว่าวันนี้ การที่มีคนกล้าเอาเอกสารพยานหลักฐานมาเปิดเผย เพราะทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นกับ กกต. ดังนั้น ถ้าต้องการไม่ให้มีใครเอาเอกสารหลักฐาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กกต.คิดอยู่ คิดว่าอยู่ในสำนวนของตัวเองมาเปิดเผยวันที่ 14 กันยายนนี้ ก็ส่งฟ้องทั้ง 229 คน ให้เหตุผลว่าต้องแสวงหา แต่ข้อเท็จจริง คือต้องเพิ่มเติมอีก นายอภิสิทธิ์ก็บอกแล้วว่ายังมีพยานหลักฐานที่ DSI อีกกำหนดไม่น้อย ที่กกต.ไม่ยอมมา ขอเอาไปรวมอยู่ในการพิจารณาสำนวนของ กกต.หรือDSI เสนอไปแล้ว ก็ไม่เอา 14 วันนี้ ขอให้ช่วยเอาไปดูด้วย ตนเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้นจะได้เข้าใจว่าเหตุผลเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ชลน่านอ้างพท.ไฟเขียวร่วมเสวนา
ขณะที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขึ้นกล่าวบนเวทีเสวนาดังกล่าวโดยระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมเวทีในครั้งนี้ว่า แม้ตนเองจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การมาร่วมงานได้รับความเห็นชอบจากพรรคแล้วและมาในฐานะราษฎรเต็มขั้นที่มีประสบการณ์ ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ตนมีความคุ้นเคยกับทีมงานกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอดีตผู้บริหารกลุ่มงานที่เกษียณอายุไปแล้วแต่ยังมาช่วยงาน รวมถึงได้รับการประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ซึ่งประเด็นที่พูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของระบบและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น
สะท้อนวิกฤตการเมืองทำเชื่อมั่นลด
นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็นว่าวิกฤตความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องเผชิญโดยผลการวิจัยสะท้อนชัดเจนว่าความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือคำถามจากสังคมว่า”บ้านเมืองจะไปไหวหรือไม่” โดยตนเองมองว่าความยั่งยืนของการเมืองวัดได้จากคนรุ่นลูกหลานในอีก 50 ปีข้างหน้า หากคนรุ่นหลังไม่ก่นด่าว่าบรรพบุรุษทำบ้านเมืองเสียหายแต่สามารถอยู่ได้อย่างมีอิสรเสรีภาพและมีความสุข นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งนี้ การเข้าสู่เวทีของตนวันนี้หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้โลกการเมืองมากขึ้นว่าแม้จะอยู่ต่างฝ่ายแต่ก็สามารถเปิดกว้างแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ ซึ่งตนต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ปิดกั้นและเข้าใจในบทบาทการมาร่วมเวทีตรวจสอบถ่วงดุลครั้งนี้
ชี้ตรวจสอบไม่ได้หวันปค.ล่มสลาย
ในส่วนของกลไกการตรวจสอบ นายแพทย์ชลน่านมองว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการต้องมีความเป็นอิสระ แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอยู่รอด ข้อกังวลที่สำคัญที่สุด คือ หากกลไกการใช้และการตรวจสอบอำนาจรัฐไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ระบอบการปกครองอาจล่มสลายได้ วิกฤตความเชื่อมั่นกับระบบที่อ่อนแอนั้น ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเหมือน ไก่กับไข่ เมื่อระบบตรวจสอบถูกทำให้อ่อนแอเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ลดลงจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา และสุดท้ายวิกฤตนี้จะถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำทั้งระบบ โดยเฉพาะการทำให้กระบวนการตัดสินทุกอย่างจบลงด้วยความยุติธรรมและเป็นธรรมตามตัวบทกฎหมาย
อุปมาสภาโหวต”หมาเป็นแมว”
นายแพทย์ชลน่าน ระบุว่า”มิติทางการเมือง ความเชื่อคือความจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง ยกตัวอย่างสมมุติ ท่านอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว อภิปรายคุณลักษณะต่าง ๆ จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแมวได้ และเมื่อตัดสินด้วยเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องโหวตให้เป็นแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นสุนัข แต่เมื่อโหวตออกมาเสียงบอกว่าเป็นแมวชนะ ก็ต้องเป็นแมวครับ แต่คนตัดสินที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้ง ว่าสิ่งที่เถียงกันมานั้นส่งผลร้ายหรือไม่ ถ้าส่งผลร้ายเขาก็ตัดสินไม่เลือกคุณเข้ามาทำหน้าที่ต่อ”
พร้อมย้ำอีกว่าสภาคือหมุดหมายสำคัญที่ตัวแทนประชาชนกว่า 67ล้านคนต้องมีส่วนร่วมและการตรวจสอบรัฐบาลไม่ใช่เพื่อล้มรัฐบาล แต่เป็นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีทั้งมิติการสนับสนุนและคัดค้าน
เตือนระวัง“โจรขมองเพชร”
ในช่วงท้ายนายแพทย์ชลน่านได้แสดงความกังวลถึงพฤติกรรมการเข้าสู่อำนาจในยุคปัจจุบันว่าในยุคดิจิทัลสังคมกลับดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เมื่อเทียบกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี2540ปัจจุบันนโยบายและผลงานอาจมีค่าเท่ากับศูนย์หาก สส.ไม่ลงพื้นที่และผลการเลือกตั้งถูกตัดสินด้วยปัจจัยเรื่อง”กระแส”และ “กระสุน”รวมถึงความชาญฉลาดในการบริหารจัดการฐานคะแนนและสร้างบริบทต่างๆสร้างกลุ่มก้อน เพื่อปูทางสู่การเมือง ซึ่งตนเรียกว่าเป็นวิธีการแบบ”โจรขมองเพชร”ซึ่งน่ากลัวมาก หากความฉลาดเหล่านี้ถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดีบ้านเมืองจะลำบาก แต่หากใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง จึงวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
กกต.ยัน14กย.ชี้ขาดคดีฮั้วสว.
วันเดียวกันนายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว.ที่กกต.จะมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย.โดยยืนยันว่าจะมีมติในวันที่ 14 กันยายนจริง โดยเราพิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวานพิจารณาทุกสํานวน ที่เป็นปัญหาของสว.และทางกกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่ได้ประชุม เนื่องมาจากว่ามีภารกิจอื่น ก็เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้
เมื่อถามว่ามีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมบางประเด็น ที่ต้องสอบถาม
เมื่อถามว่ามีกลุ่มภาคประชาสังคมหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว จำเป็นต้องมอนิเตอร์ด้วยหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”อ๋อ ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว เราก็ทำตามสํานวนของเรา พร้อมย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่”
เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันอะไรใช่หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”ไม่เคยมีอะไรกดดัน ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน ขอบคุณครับ”
จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา, ต้นตอชิงกินรวบประเทศ, ฝ่ายค้าน, มาร์ค, สับคดีฮั้วสว., เท้ง, เร่งสุมไฟ