31 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

กกต.สยบข่าวล็อกเป้าฟันคดีฮั้วสว.แค่ 10 คน ยืนยันนัดลงมติชี้ชะตา 14 กันยาฯ จ่อเคาะดำเนินคดีจันทร์นี้ปมสำนวนหลุดถึงมือฝ่ายค้าน-ไอลอว์ ด้านนายกฯออกตัวคดีอยู่ที่กกต.ไม่รู้จะตอบอย่างไร ส่วน “ไอติม” ร่ายยาวสวน “นภินทร” ตอกย้ำคำเดิมๆ หลักฐานอันควรเชื่อได้ต้องส่งฟ้องศาล ขณะที่ “ศุภชัย” ร่ายยาวเทียบความแตกต่างคณะ 26–คณะ 36 คนละหน้าที่ อย่าเอามามั่วปนกัน ลั่นต้องดูหลักฐานไม่ใช่ตัดสินจากกระแส
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าศรีเวรยงเพ็ญ จ.อุดรธานี นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 ถึงกระแสข่าวที่กกต. เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้วสว. เพียงแค่ 10 คน ว่า ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา
ย้ำลงมติชี้ชะตาคดีฮั้วสว.14 กันยาฯ
นายณรงค์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กกต.ทั้ง 7 คนจะนัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งการเว้นระยะเวลาเนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถามและหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่าในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต. แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน
“ในวันที่ 14 ก.ย.69กกต.ทั้ง 7 คน จะประชุมเพื่อลงมติส่วนตนว่ากกต. แต่ละคนจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่ จากนั้นจะมีการนำมติดังกล่าวทำเป็นคำวินิจฉัย การจะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยว่าจะส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อและต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง นั้น ต้องรอดูผลการลงมติจาก กกต.ทุกคนก่อน”นายณรงค์ กล่าว
เคาะฟันมือปล่อยสำนวนจันทร์นี้
เมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ (iLaw) และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือกสว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต. นั้น นายณรงค์ กล่าวว่า หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต. ก็พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น
นายกฯลั่นรบ.ไม่เกี่ยว-ไม่ตอบ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเวทีผู้นำฝ่ายค้านสนับสนุนให้กกต.ให้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้ง229คน ซึ่งมีชื่อของนายกฯรวมอยู่ด้วยว่า เรื่องนี้อยู่ที่ กกต.ตนจะทำอะไรได้
เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อของนายกฯรวมอยู่ด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร และไม่ควรจะถามคำถามนี้ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน
เป็นอำนาจสอบสวนของกกต.
เมื่อถามว่า ก่อนที่ กกต. จะลงมติ ฝ่ายค้านและไอลอว์ ต่างทยอยเปิดชื่อรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. นายอนุทิน ย้อนถามผู้สื่อข่าวทันทีว่า ใช้คำว่าอาจจะ อย่าถามว่าอาจจะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้เป็นดุลยพินิจของ กกต.ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่ดุลยพินิจ แต่อำนาจการสอบสวนทั้งหมดเป็นของ กกต. แต่เราอย่าทำผิดกฎหมาย ทำตามกฎทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องนั่งถามว่าใครผิดใครถูก หรือว่าใครจะทำอย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีนายกฯโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนจะบอกว่า “เพิ่งกินเมื่อกี้นี้” จากนั้นนายกฯได้ขึ้นรถเดินทางกลับทันที
‘ไอติม’ร่ายยาวสวน’นภินทร’
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโดยอ้างถึงได้ค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมกรณีกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. ทั้งข้อสงสัยพบเจอกับผู้สมัคร สว.ที่ห้องทำงาน รมต.ที่กระทรวงพาณิชย์ 2 ครั้ง คือ 24 มิ.ย. 2567 และ 25 มิ.ย. 2567และการตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ในห้วงดังกล่าว
“ในเมื่อ รมต. ยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คน ที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถาม รมต. อะไรเพิ่มเติม แต่เราคงต้องถามไปทาง สว. ทั้ง 2 คน ว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 หรือ 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่? หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้อง”นายพริษฐ์ กล่าว
หลักฐานเชื่อได้จี้กกต.ส่งฟ้องศาล
นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล กกต.ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่ามีการทุจริต ถึงจะสั่งฟ้องแต่หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลอีกชั้นหนึ่งในการพิสูจน์หลักฐาน
“หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้านทั้งผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหาและหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ผมได้นำเสนอวันนี้ ผมคงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ ว่าแต่ละคนเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ ส่วนคณะกรรมการการ7คน จะลงมติอย่างไร รอดูกันในวันที่ 14 ก.ย. นี้”นายพริษฐ์กล่าว
“ศุภชัย”ร่ายยาวโต้เดือดฮั้วสว.
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายกระบวนการดำเนินการในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” ว่า “คณะ 26” กับ “คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่าเอามาปนกัน ในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” มีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อยู่บ่อยครั้ง จนอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งสองคณะเป็นคณะสอบสวนเหมือนกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26 ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
นายศุภชัย กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน “คณะ 26” ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน
เคลียร์ปมคณะ 26-คณะ36
คณะ 26 คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง มีหน้าที่หลักคือ สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง ตลอดจนจัดทำความเห็นประกอบสำนวน พูดง่าย ๆ คือ คณะ 26 เป็น “ผู้ทำสำนวน” เมื่อทำสำนวนเสร็จ หน้าที่ของคณะ 26 ในชั้นนี้ก็สิ้นสุดลง และต้องส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด
นายศุภชัย ยังระบุอีกว่า แล้ว “คณะ 36” ทำอะไร? คณะ 36 คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36คณะนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “สอบสวนใหม่” แทนคณะ 26 แต่มีหน้าที่ในอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ คือ พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. มาแล้ว พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป
ชี้ความแตกต่างของสองคณะ
พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือ คณะ 26 = ทำสำนวน คณะ 36 = พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น กกต. = ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย นี่คือสามบทบาทที่ต้องแยกออกจากกัน กระบวนการจึงไม่ได้กระโดดจาก “26” ไป “36” ทันทีเมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่ สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงานเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ คณะ 36 เพื่อพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็น ก่อนเสนอไปยัง กกต. ชุดใหญ่
นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า จึงอธิบายเป็นลำดับได้ว่าคณะ 26 สืบสวน–ไต่สวน–รวบรวมพยานหลักฐาน–ทำสำนวนขณะที่สำนักงาน กกต. วิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น ส่วนคณะ 36 พิจารณา–กลั่นกรองสำนวน–จัดทำความเห็น จากนั้น กกต. พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่ง
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
จุดนี้สำคัญต่อ “คดีฮั้ว สว.” อย่างมาก เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่า คณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” กับ “พยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.” สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ดูหลักฐานไม่ใช่ตัดสินจากกระแส
“ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน คณะ 26 เป็นผู้ทำสำนวน คณะ 36 เป็นผู้กลั่นกรองสำนวน กกต. เป็นผู้ชี้ขาด และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอ คือ พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มากระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม เพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และทุกคดีไม่ว่า สส. หรือ สว. ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้”นายศุภชัย กล่าว
‘อัครเดช’ป้องนายกฯทำถูกแล้ว
ส่วนนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายกฯไม่ได้ตอบคำถามคดีฮั้วสว.ว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกกต.ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายบริหารจะเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการ ดังนั้นฝ่ายการเมืองไม่ควรไปคาดคั้นนายกฯในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำหน้าที่ของรัฐบาล
นายอัครเดช กล่าวต่อว่า หากมองสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้นอกจาก เกมการเมือง เนื่องจากเรื่องคดีฮั้ว สว. เกิดขึ้นมานานแล้ว และเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก แต่ในช่วงเวลานั้นกลับไม่เห็นพรรคประชาชนออกมาหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง
“แต่เมื่อแพ้การเลือกตั้ง กลับนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ผมมองว่าเป็นเกมการเมืองที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในปัจจุบัน ขอฝากไปยังพรรคประชาชนว่า คดีฮั้ว สว. เป็นหน้าที่ของ กกต. ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินและการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่การนำเรื่องที่อยู่ในกระบวนการขององค์กรอิสระมาคาดคั้นนายกรัฐมนตรีให้ต้องตอบ” นายอัครเดช กล่าว
อัดพรรคส้มจ้องดิสเครดิต
นายอัครเดช กล่าวอีกว่า เหตุใดพรรคประชาชนจึงไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาหรือเป็นข้อสงสัยตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ที่พรรคประชาชนได้มีการโหวตให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ก่อนจะกลับมานำประเด็นคดีฮั้ว สว. มาโจมตีรัฐบาลในเวลานี้ หลังจากที่แพ้การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
“ถ้าถามว่าทำไมเพิ่งนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในตอนนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมคิดว่าหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง และมีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลปัจจุบัน” นายอัครเดช กล่าว
โพลเผยดัชนีการเมืองไทยส.ค.ร่วง
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,107 คน ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค. 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ส.ค. 2569 เฉลี่ย 3.63 คะแนน ลดลงจากเดือน ก.ค. 2569 ที่ได้ 3.71 คะแนน สำหรับตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.28 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.00 คะแนน
หนู-ไอซ์คว้านักการเมืองโดดเด่น
ส่วนนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 31.94 รองลงมา คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 25.66 ด้านฝ่ายค้าน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 32.46 รองลงมา คือ นายพริษฐ์วัชรสินธุ ร้อยละ 22.68 ขณะที่ผลงานของฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ร้อยละ 57.60 ผลงานของฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 39.74
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือน ส.ค. 2569 ที่ลดลง สะท้อนผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การทุจริต ภัยพิบัติ และความมั่นคง แม้รัฐบาลจะรับมือและมีมาตรการออกมา แต่หลายเรื่องยังไม่เห็นผลชัดเจน ขณะที่ฝ่ายค้านใช้บทบาทตรวจสอบและการสื่อสารทางการเมืองต่อเนื่อง จึงทำให้ผลงานฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียง 2 ตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น
‘อาสพลธ์’เดินหน้าคดีโกงสอบ
ด้านนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นว่า คนที่เกี่ยวข้องเป็นขบวนการใหญ่ ตอนนี้จับได้เฉพาะพื้นที่อีสานใต้ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลเอกสารที่ตำรวจและป.ป.ช จับได้ที่บางใหญ่นนทบุรี ระบุว่าคนที่มีการแก้คะแนนจะมีหมายเหตุแนบท้ายว่ามาจากสายไหนซึ่งมี 100 กว่ารายที่เป็นนายหน้าใหญ่ระดับจังหวัดที่ยังไม่ได้ดำเนินคดีและถูกจับกุม ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาและทำเต็มที่ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยเป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหาการทุจริตมีมานาน วันนี้เราสู้และเราไปขัดผลประโยชน์เขา ซึ่งเขาทำมานานแล้ว และแรงต้านมันเยอะ แต่ตนมีความมุ่งมั่นและมีความตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เพราะหวังว่าในการสอบราชการ อีก 2 ปีข้างหน้า จะต้องไม่มีเรื่องจ่ายเงินใต้โต๊ะเกิดขึ้นอีก
สอบอีก2 ปีข้างหน้าต้องโปร่งใส
“พวกเรามีลูก มีหลาน ที่อุตส่าห์เรียนจบปริญญาตรี ที่เขาอยากรับราชการ ที่เขาตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ แต่วันนี้เราไม่มีเงินไปจ่าย ไม่มีโอกาสรับราชการ อีก 2 ปีข้างหน้ามีการจัดสอบใหม่ ทุกคนไม่ต้องใช้เงิน เริ่มที่จุดเริ่มต้นเหมือนกัน ใครเรียนเก่ง ขยันอ่านหนังสือ ใครมีความตั้งใจ ไม่ว่าจะรวย หรือเป็นลูกชาวนา หรือยากจนขนาดไหน หากมีความตั้งใจ มีโอกาสรับราชการ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำเพื่อวางรากฐานไม่เฉพาะชาวอุทุมพรพิสัย หรือ ชาวศรีสะเกษ แต่เพื่อคนทั้งประเทศ ให้มีโอกาสเติบโตขึ้นในการรับราชการ” นายอาสพลธ์ กล่าว