
31 ส.ค. 2569 11:28 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที
ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมในอำเภอนูวาโกตของเนปาล สามารถช่วยชีวิตนักเรียนราว 900 คน หลังได้รับคำเตือนน้ำท่วมฉับพลัน 4 ครั้ง จึงสั่งยุติการเรียนและอพยพเด็กขึ้นที่สูง ก่อนกระแสน้ำและโคลนจะเข้าถล่มพื้นที่เพียง 10 นาที ขณะที่เหตุภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน และอีกหลายพันคนยังสูญหายหรือขาดการติดต่อ
นายราเชนทรา ทาวาดี ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมตรีภูวัน ตรีชูลี ในอำเภอนูวาโกต ประเทศเนปาล เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขาเชื่อว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนอย่างรวดเร็ว ช่วยรักษาชีวิตเด็กนักเรียนราว 900 คนเอาไว้ได้ หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ
นายทาวาดี ซึ่งรับผิดชอบโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 1,600 คน กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 ส.ค. เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งเตือนภัยถึง 4 ครั้งจากคนละคนภายในเวลาไม่กี่นาที หนึ่งในคำเตือนมาจากเมืองเบตราวาตี ซึ่งอยู่ต้นน้ำของพื้นที่โรงเรียนโดยตรง
คำเตือนหลายครั้งทำให้เขาประเมินได้ว่าสถานการณ์กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจยุติการเรียนการสอนทันที พร้อมสั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งขึ้นพื้นที่สูง ขณะที่รถโดยสารที่กำลังพานักเรียนเดินทางออกจากพื้นที่ก็ได้รับคำสั่งให้กลับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กำลังถูกน้ำท่วม
ดาวาดีกล่าวว่า หากเขาตัดสินใจช้ากว่านั้นเพียง 10 นาที ผลลัพธ์อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าเราตัดสินใจช้ากว่านั้น 10 นาที วันนี้พวกเราทุกคน รวมถึงนักเรียนและตัวผมเอง คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ”
เขากล่าวด้วยว่า การได้รับคำเตือนจากหลายแหล่งภายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงรอให้มีหลักฐานยืนยันมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองรายหนึ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนและบอกว่า “น้ำท่วมครั้งใหญ่กำลังมา” พร้อมขอรับตัวลูกสาวกลับบ้าน
ดาวาดีมองว่า ผู้ปกครองย่อมไม่เดินทางมารับลูกโดยไม่มีเหตุผลร้ายแรง จึงตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว “ผมตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป ต่อให้น้ำท่วมไม่เกิดขึ้นจริง อย่างมากก็เสียเวลาเรียนเพียงวันเดียว ผมรู้สึกภูมิใจที่เราช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย”
หลังนักเรียนและครูอพยพออกจากโรงเรียนได้ไม่นาน มวลน้ำมหาศาลพร้อมโคลนและเศษซากก็ไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว อาคารโรงเรียนถูกฝังอยู่ใต้โคลนและซากปรักหักพัง ดาวาดีเล่าว่า อาคารหอพักซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ 100 เมตร ถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแทบจะทันที ขณะที่พื้นที่ตลาดท้องถิ่นถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตา
ในช่วงแรก นักเรียนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าสถานการณ์รุนแรงเพียงใด ยูนิชา อมาตยา นักเรียนหญิงวัย 16 ปี เล่าว่า เธอและเพื่อน ๆ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพียง 10 วินาทีเท่านั้น ยูนิชากล่าวว่า ก่อนน้ำจะเข้าท่วม นักเรียนยังคงนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน ส่วนครูไปรวมตัวกันอีกจุดหนึ่ง และในตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประมาณ 5 นาทีต่อมา ครูจะเข้ามาแจ้งข่าวน้ำท่วมและสั่งให้นักเรียนกลับบ้าน
นักเรียนบางคนถึงกับเป็นลมเมื่อได้ยินข่าว แต่หลายคนยังประเมินอันตรายต่ำเกินไป และรอเพื่อนที่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ ยูนิชาและเพื่อน ๆ จึงรีบวิ่งขึ้นเนินผ่านเส้นทางหลบหนีด้านหลังโรงเรียน เธอเล่าว่า เนื่องจากตัวเองวิ่งได้ไม่เร็ว เพื่อนจึงช่วยพยุงและพาขึ้นพื้นที่สูง ทั้งหมดพยายามไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด และต้องปีนบันไดแคบ ๆ ทางด้านหลังโรงเรียนเพื่อหนีออกจากพื้นที่ “ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็ถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน”
เธอกล่าวว่า รองเท้าของเธอช่วยยึดเกาะพื้นไว้ได้ หากไม่มีแรงยึดเกาะที่ดี เธออาจพลัดตกลงไป ขณะที่นักเรียนและประชาชนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเพื่อขึ้นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่เลือกหลบหนีไปตามเส้นทางอื่นบางรายถูกกระแสน้ำพัดหายไป
หลังอพยพขึ้นพื้นที่สูง นักเรียนและครูได้เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ถนนหลายสายถูกตัดขาดและระบบคมนาคมได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่เป็นเวลาถึง 2 คืน ก่อนที่ความช่วยเหลือจะเดินทางเข้าไปถึง
ในที่สุด ทาวาดีและยูนิชา ซึ่งทั้งคู่พักอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจากโรงเรียน ได้รับการช่วยเหลือทางอากาศและนำตัวกลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวของนักเรียนจำนวนมากต่างพยายามติดต่อบุตรหลานที่หายไป
ซาบีนา กุมารี เศรษฐะ แม่ของยูนิชา กล่าวว่า เธอโทรศัพท์หาลูกสาวและสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ยูบาราช อมาตยา ผู้เป็นพ่อ รีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนทันทีหลังทราบข่าวน้ำท่วม เขาเล่าว่า เมื่อโทรศัพท์หาลูกสาวแล้วไม่มีคนรับ เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ก่อนจะรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปยังโรงเรียน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าตลาดตรีชูลี บาซาร์ถูกน้ำพัดหายไปเกือบทั้งหมด
เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่เขาไม่รู้ว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพยายามโทรศัพท์หาเธออย่างต่อเนื่อง กระทั่งในที่สุดสายก็เชื่อมต่อ และยูนิชาเป็นคนรับสาย ผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงลูกสาว เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ญาติอีกสองคนที่อยู่กับเขาก็ร้องไห้และเข้าสวมกอดกันด้วยความโล่งอก
ครอบครัวต้องรอถึง 3 วันกว่าจะได้พบเธออีกครั้ง แม่ของยูนิชากล่าวว่า ลูกสาวคนเล็กถึงกับนอนไม่หลับระหว่างรอ และเธอรู้สึกทั้งมีความสุขและโล่งใจอย่างมากเมื่อได้พบลูกสาวกลับมาอย่างปลอดภัย
แม้ยูนิชาจะรอดชีวิต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอต้องกังวลถึงอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เธอกล่าวว่า หากจำเป็นต้องย้ายโรงเรียน เธอจะต้องจากเพื่อนเก่าและอาจประสบปัญหาในการปรับตัวและหาเพื่อนใหม่
องค์กร Save the Children ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้โรงเรียนอย่างน้อย 69 แห่งถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 19,000 คน
ในจังหวัดธาดิง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด กลุ่มนักเรียนอีกหลายกลุ่มก็รอดชีวิตจากภัยพิบัติ หลังออกจากห้องเรียนในช่วงพักกลางวัน ขณะที่นักเรียนบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากครูที่สั่งให้อพยพออกจากห้องเรียนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้ามา
แม่ของนักเรียนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า ครูเตือนเด็ก ๆ ว่าเกิดน้ำท่วมและให้ทิ้งกระเป๋าและกล่องอาหารกลางวันไว้ ก่อนรีบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ รอดชีวิต
จนถึงขณะนี้ มีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ประสบภัยในเนปาลแล้วมากกว่า 3,700 คน ขณะที่ทางการเนปาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ว่า ยังมีประชาชน 2,502 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 592 คน ที่ไม่สามารถติดต่อได้
ข้อมูลอีกชุดระบุยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ที่อย่างน้อย 781 คน ขณะที่รายงานจากแหล่งข่าวในช่วงเดียวกันประเมินยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 800 คน และมีผู้สูญหายหลายพันคน
ภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค. บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า สาเหตุเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้มวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามลำน้ำอย่างรุนแรง
ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนัก รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่าประชาชนเนปาลกลายเป็น “เหยื่อรายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” อย่างไม่สมดุล ทั้งที่ประเทศมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกเพียงสัดส่วนเล็กน้อย
สำหรับนายทาวาดี เขายังคงเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนโดยไม่รอให้มีการยืนยันสถานการณ์เพิ่มเติม คือสิ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน
เขากล่าวว่า หากรอจนเลิกเรียนก่อนสั่งปิดโรงเรียน สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้อาจมีเพียง “เสียงกริ่งโรงเรียนที่ดังขึ้นตอน 09.30 น.” เท่านั้น.
ที่มา BBC