ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน สับดัน โซลาร์รูฟฯ เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด เตือนถ้ารัฐบาลยังคิดตื้น ระวังได้เป็น ฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนอยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของใบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่าง ๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง

น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 200,000 บาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซล่าเซลล์ 200,000 ล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว

“หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ตนเองจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน” น.ส.นันทนา กล่าว

นันทนารัฐบาลสว.เงินกู้แนวหน้าออนไลน์

Leave a comment